29 พ.ย. 2552

ประโยชน์จากการคิดถึงความตาย

คนที่คิดถึงความตายจะได้ประโยชน์อย่างไร ?บางคนบอกว่าไม่ไหว ไปคิดถึงความตายนี่มันใจอ่อนไปหมด ไม่อยากจะทำอะไร

อะไร การคิดในรูปนั้นเขาเรียกว่า “คิดผิดทาง” ไม่ตรงจุดหมายของพระบรมศาสดาที่ได้ทรงวางไว้ พระพุทธเจ้าสอนให้เรานึกถึงความตาย เพื่อจะทำตนให้ดีก่อนตาย ให้รู้จักหน้าที่ก่อนตาย แล้วให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เรียบร้อยอย่างชนิดที่เรียกว่าไม่มี อะไรบกพร่องเสียหาย คนเราถ้าไม่นึกถึงความตาย ก็ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามเรื่อง สนุกไป กินไป เที่ยวไป เล่นไป ถ้าหากว่าได้คิดในเรื่องนี้เสียบ้าง ชีวิตจะมีค่าจะมีราคา เพราะฉะนั้นในแง่ธรรมะ ท่านจึงสอนให้พิจารณาว่าวงันหนึ่งเราจะต้องตาย ความตายเป็นของไม่เที่ยง คือไม่แน่ว่าเราจะอยู่ไปได้อีกนานเท่าไหร่ เพราะชีวิตมันไม่แน่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องนึกว่าเวลานี้เราควรจะอยู่อย่างไร ควรจะทำอะไรเสียก่อนที่จะถึงเวลาตาย เพราะเวลาตายจะทำอะไรก็ไม่ได้

ญาติ โยมคงจะเคยเห็นเขาทำอะไรๆ เป็นปริศนา เป็นข้อเตือนใจแก่คนที่ยังเป็นๆ อยู่ เห็นง่ายๆ เช่นว่าเราไปอาบน้ำศพ เขาเอาศพวางบนเตียง เอาผ้าแพรคลุมเปิดหน้าให้เห็นว่าหน้าใคร มีเหรียญมีตราก็เอาไปวางไว้ด้วย เครื่องหมายยศฐาบรรดาศักดิ์ เสร็จแล้วก็ดึงมือศพมาให้หงายมือขึ้น แล้วเราก็ไปรดน้ำลงบนมือนั้น เมื่อเราไปเห็นหน้าศพหงายมือให้รด น้ำอย่างนั้น เรานึกอะไรบ้าง? ถ้าไม่นึกอะไรก็จะไม่ไดัปัญญา แต่ถ้านึกสักหน่อยว่า อ้อ! เขาหงายมือเท่ากับเขาบอกเรา บอกให้รู้ว่าเขาไปมือเปล่าไม่ได้เอาอะไรไปเลยสักชิ้นเดียว เปิดให้เห็นอย่างนี้มีแต่มือเปล่า แต่ถ้านอนกำมือยังสงสัยว่าจะเอาเหรียญบาท เหรียญสตางค์ไปบ้างหรือเปล่า? แต่นี่ไม่มี หงายมือทั้งนั้นแหละ อย่างนี้แล้วเราก็รดน้ำลงไปในมือผู้ตาย รดน้ำลงไป น้ำมันยังอยู่ในมือบ้างไหม? ไม่มีเหมือนกัน น้ำไหลลงไปในพานในขันที่เขาจัดรองไว้ แล้วเอาไปไหน เอาไปคืนให้แผ่นดิน เพราะแผ่นดินเป็นเจ้าของน้ำเป็นผู้ให้น้ำแก่เรา เราก็เอาคืนให้ไปตามเดิม ตัวเราเองเอาอะไรไปไม่ได้ นี่! ก็เป็นธรรมะเตือนใจอยู่

เด็กๆ ลูกๆ หลานๆ เรานี่ เราต้องเตือนเขาบ่อยๆ เรียกมาบอกว่า ลูกเอ๋ย! เจ้าต้องรีบเรียนนะ เวลานี้คุณพ่อคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ การอุปถัมภ์ค้ำชูในเรื่องการเป็น การอยู่ การศึกษาน่ะ เป็นหน้าที่ของพ่อแม่จะจัดให้ แต่ว่าพ่อแม่นี่ไม่แน่นา อาจจะตายลงไปเมื่อใดก็ได้ บางคนไม่กล้าพูดอย่างนี้ เขาหาว่าแช่งตัวเอง แช่งไม่แช่งมันก็ตายทั้งนั้นแหละ เราไม่แช่งมันก็ตายแช่งมันก็ตาย ตามเรื่องตามราว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดชนิดอย่างนั้น แต่เราควรบอกให้เด็กรู้ว่า วันหนึ่งพ่อแม่จะต้องจากไปในขณะที่พ่อแม่ยังอยู่นี่ ต้องรีบเรียน รีบเขียน รีบอ่าน รีบให้มันสอบผ่านไปไวๆ อย่าให้สอบตกซ้ำชั้น ย่าให้เสียวลาในการเล่าเรียน จะได้มีวิชาความรู้ เติบโตขึ้นจะได้ช่วยตัวเองได้ โลกสมัยต่อไปมันก็จะลำบากกว่าเดี๋ยวนี้ เพราะคนมากขึ้น การเป็นอยู่ลำบาก อะไรๆ มันก็ต้องแข่งขันกันทั้งนั้น ถ้าเจ้าไม่ตื่นตัวไม่คิดก้าวหน้า เจ้าจะลำบาก บอกเด็กให้มันเข้าใจเสียบ้าง

เวลา มาในป่าช้าอย่างนี้ สมมติว่าเราเอาคุณปู่ คุณย่า มาบรรจุไว้ที่หลังวัด ว่างๆ ก็พาลูกพาหลานมาเยี่ยมบ้าง ไม่ใช่เอาดอกไม้มาพวงหนึ่ง ธูป เทียน มาจุดเสร็จแล้วก็เดินผ่านไป มันไม่ได้เรื่องอะไรไม่ได้ปัญญา ไม่ได้ความคิดความอ่าน แต่เราควรจะบอกเด็กให้รู้ว่าคนที่นอนอยู่ในนี้เป็นใคร ท่านมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างไร เราเกี่ยวข้องกับท่านอย่างไร สมมติว่าท่านสร้างบ้านให้เราอยู่ ท่านมีที่ดินให้เราทำกิน มีเงินฝากไว้ในธนาคารให้เราได้ใช้ ชื่อเสียงเกียรติคุณของตระกูล เกิดจากการสร้างสมของท่านผู้นี้ เราก็ควรบอกเด็กให้รู้ให้เข้าใจ เด็กก็จะเกิดความสำนึกว่า ผู้ที่นอนอยู่ในที่นี้ เป็นเจ้าหนี้ของเรา เป็นเจ้าบุญนายคุณของเรา แล้วเราก็กล่าวสอนกล่าวเตือนเด็กๆเหล่านั้นให้ขยันเรียนต้องรักความดี อย่าเที่ยวไปเป็นเด็กจิ๊กโก๋ใน บางกอก ต้องตั้งใจศึกษารีบรักษาตน รักษาตัวให้รีร้อย เด็กก็จะเกิดความสำนึกว่า เขานี่เกิดมาจากเลือดของคนดี ไม่ใช่เกิดมาจากคนชั่วคนร้าย จะมีความรักบรรพบุรุษ เคารพบรรพบุรุษขึ้นมาที่เขาทำฮวงซุ้ยเก็บศพน่ะ เก็บไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจลูกหลาน สร้างไว้เพื่อเป็นพยานแห่งความดีความงาม ให้คนได้เห็นเป็นข้อเตือนจิตสะกิดใจ แล้วจะได้ทำความดีเยี่ยงท่านผู้นั้นบ้าง

ทฤษฎีหกช่วงคน (Six Degrees of Separation)

ปริศนาโลกใบเล็กหรือทฤษฎีหกช่วงคน (Six Degrees of Separation) จัดเป็นแนวคิดโรแมนติกของคนช่างฝันเสมอมาว่ากันว่าระหว่างตัวเราและใครซักคนบนโลกกลมๆใบนี้ ถูกคั่นไปด้วยจำนวนคนเพียงหกคนเท่านั้น ผมรู้สึกเฉยๆ กับความโรแมนติกที่ว่า หากแต่แปลกใจทุกครั้งเมื่อเหตุการณ์โลกกลมเกิดขึ้นกับตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สองคืนก่อน ผมนัดทานข้าวกับจุนอิจิจุนอิจิ เป็นวิศวกรหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่ไปประจำอยู่ ณ ประเทศฟินแลนด์ที่ผมไปรู้จักและสนิทสนมเข้าโดยบังเอิญเมื่อห้าหกปีที่แล้ว มาไทยคราวนี้ เขาแนะนำให้ผมรู้จักกับ มีอาแฟนสาวสวยคนใหม่ของเขา พอคุยไปคุยมาได้ซักพักก็พบว่า มีอาเป็นญาติผู้น้องของแฟนพี่ชายของคนรักของผมซะอย่างงั้นโลกมันช่างกลมเสียเหลือเกิน ทุกคนที่หมุนรอบตัวเธอ จึงมาหมุนรอบตัวผมเต็มไปหมดหรือจะจริงอย่างที่ทฤษฎีหกช่วงคนว่าเอาไว้?

ทฤษฎีหกช่วงคน หรือ Six Degrees of Separation นี้มีที่มาดั้งเดิมจาก นักเขียนชาวฮังการี่ นาม Frigyes Karinthy ซึ่งได้จินตนาการล้ำลึกไปว่า หากสุ่มคนบนโลกใบนี้อย่างมั่วๆ ขึ้นมา สองคน จะพบว่าคนทั้งสองสามารถจะรู้จักกันได้ผ่านการเช็คแฮนด์ไม่เกินห้าช่วงคน (ค.ศ.1929)
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น สุ่มเลือก ยายไฮ กับ ฮิลลารี่ช่วงคนที่หนึ่ง : ยายไฮ เคยออกรายการของ คุณสรยุทธช่วงคนที่สอง : คุณสรยุทธ เคย สัมภาษณ์ อดีตนายกทักษิณช่วงคนที่สาม : อดีตนายกทักษิณ รู้จักกับ บุชช่วงคนที่สี่ : บุช รู้จักกันดีกับ ฮิลลารี่เท่ากับว่า ยายไฮ และ ฮิลลารี่ สามารถจะรู้จักกันได้ห่างกันเพียง สี่ช่วงการเช็คแฮนด์เท่านั้นเอง

38 ปีต่อมา ในปีค.ศ.1967 นักสังคมจิตวิทยาคนหนึ่งได้นำแนวคิดนี้มาศึกษาอย่างจริงจัง ทำให้แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงจิตนาการเพ้อเจ้อลอยลมของนักเขียนอีกต่อไป สแตนลีย์ มิลแกรม (Stanley Milgram) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ทำการทดลอง โดยการสุ่มคนจากรัฐแคนซัสและเนบราสก้า ราว 300 คน เพื่อให้คนกลุ่มนี้ส่งเอกสารไปถึง ‘เป้าหมาย’ ที่เป็นคนเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ โดยชาวเมืองแคนซัสและเนสบราสก้าผู้ได้รับโจทย์ดังกล่าวจะใช้วิธีส่งต่อ เอกสารไปยังผู้ที่ตนคาดว่าจะรู้จักกับเป้าหมายต่อกันไปเป็นทอดๆ โดยมีขั้นตอนดังนี้

*ผู้ที่ได้รับเอกสาร (จดหมาย) จะต้องเขียนชื่อของตัวเองลงไปที่มุมด้านล่างของจดหมาย (เพื่อจะได้ทราบว่าจดหมายผ่านมือใครบ้าง)

*ผู้ที่ได้รั บเอกสาร (จดหมาย) จะต้องนำโปสการ์ดที่บรรจุอยู่ในซอง ส่งกลับถึง มิลแกรม เพื่อที่เขาจะได้ทราบว่าตอนนี้เอกสารฉบับนั้นอยู่ในเส้นทาง และกระบวนการขั้นไหนแล้ว

*หากผู้ที่ได้รับเอกสาร (จดหมาย) รู้จักกับ ‘เป้าหมาย’ ที่กำหนดไว้ ให้ทำการส่งเอกสารนั้นถึงมือ ‘เป้าหมาย’ ทันที

*หากผู้ที่ได้รับเอกสาร (จดหมาย) ไม่รู้จักกับเป้าหมายเป็นการส่วนตัว ให้ส่งต่อเอกสารนั้นถึงคนที่ตนรู้จักที่คาดว่าจะรู้จักกับ ‘เป้าหมาย’ มากที่สุด

หลังจากทำการทดลองหลายครั้ง โดยเปลี่ยนเมืองต้นทางและปลายทางไปหลายๆ ที่ มิลแกรม ได้สรุปผลและรายงานว่า จำนวนคนกลางในการส่งเอกสารต่อเป็นทอด ๆ จนภารกิจเสร็จสิ้นนั้นมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.5 หรือ ประมาณ 6 ซึ่งทำให้เกิดเป็นทฤษฎีหกช่วงคน หรือ Six Degrees of Separation นั่นเอง

แม้ทฤษฎี Six Degrees of Separation จะยังไม่ได้รับการยอมรับในระดับสากลแต่ก็มีผู้สนใจและเชื่อถือแนวคิดนี้เป็น จำนวนมาก ไม่นานนักแนวคิดนี้ก็ถูกนำมาสร้างเป็นละครบรอดเวย์ (ค.ศ.1991) และภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน ส่งผลให้ทฤษฎี Six Degrees of Separation เป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้ว Six Degrees of Separation นี้ยังถูกนำไปดัดแปลงเป็นเกมที่เรียกว่า Six Degrees of Kevin Bacon ด้วยแนวคิดที่ว่า ทุกคนต่างเชื่อว่า เควิน เบคอน เป็นศูนย์กลางของฮอลลีวู้ด ดังนั้น ถ้าจะโยงใครซักสองคนในวงการให้เกี่ยวข้องกัน ก็มักจะต้องมีเควิน เบคอนเป็นตัวกลางเสมอ (ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูสิครับ)

ที่น่าแปลกคือ ได้มีผู้ทดลองนำข้อมูลของดาราราว หนึ่งแสนคน ที่เกี่ยวข้อกับเควิน เบคอน มาหาช่วงระยะเช็คแฮนด์กัน พบว่าระยะห่างจากดาราทั้งหนึ่งแสนคนกับอีตาหมูสามชั้น เควิน เบคอน มีค่าเฉลี่ยออกมาเพียง 2.918 เท่านั้น

หลายปีต่อมาทฤษฎี Six Degrees of Separation นี้ก็ถูกนำมาทดลองเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่งโดยใช้อีเมลเป็นตัวกลางในการทดสอบโดยดันแคน วัตต์ส (Duncan Watts) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และในปี 1998 ยังมีการศึกษา Degrees of Separation ระหว่าง website สอง website อีกด้วย ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นการขยายผลที่น่าติดตาม และก็คาดว่าคงจะมีการขยายผลในแง่อื่นตามมาในอีกเร็ววัน
สำหรับผมแล้ว ที่น่าสนใจก็คือ ทฤษฎีนี้สร้างความหวังให้กับมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ว่า เราสามารถที่จะรู้จักกับใครบนโลกใบนี้ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น แพนเค้ก , จูเลีย โรเบิร์ต , โซระ อาโออิ , ทอมครูซ, บุช หรือแม้กระทั่ง กษัตริย์แห่งภูฏาล โดยผ่านการแนะนำต่อๆ กันไป เพียงแค่ช่วงระยะหกเช็คแฮนด์เท่านั้นเอง

ที่สำคัญ ยิ่งเราทำความรู้จักกับคนมากขึ้นแม้เพียงหนึ่งคนก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความเป็น ไปได้ที่จะย่นย่อระยะเช็คแฮนด์กับใครต่อใครให้น้อยยิ่งกว่าน้อยลงไปอีกหลาย เท่าตัว

ว่าแต่ว่า คุณกับคนที่คุณอยากรู้จัก ห่างกันกี่ช่วงระยะเช็คแฮนด์หรือครับ?

ทำยังไงให้คนเชื่อเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ

“If you tell a big enough lie and tell it frequently enough, it will be believed. “Adolf Hitler, Mein Kampf “Why the second reich collapse”“

หากท่านโกหกเรื่องใหญ่มากพอ, โกหกบ่อยครั้งเพียงพอ, เรื่องนั้นจะถูกเชื่อ”อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, การต่อสู้ของข้าพเจ้า “เหตุใดจักรวรรดิไรค์ที่ 2 จึงล่มสลาย”

เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมคนที่ดูฉลาด เก่งกาจ จำนวนมาก กลับตกเป็นสาวกลัทธิแปลกประหลาดที่ผิดสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิงเคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมฝูงชนหมู่มากเมื่อมารวมกัน จึงถูกหลอกให้เชื่อเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ และไม่ควรเชื่อได้บ่อยๆเคย

สงสัยกันไหม ว่าชนชาติที่ขยัน อดทน และมีมันสมองชั้นเลิศอย่างญี่ปุ่นและเยอรมัน จึงถูกผู้นำหลอกให้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำพูดของเขาได้นักสื่อสาร นักจิตวิทยา ต่างศึกษาจิตใจของผู้คน และกระแสของมวลชน จนสรุปว่าการ propaganda (ไทยแปลศัพท์ว่า โฆษณาชวนเชื่อ) เป็นต้นเหตุของความผิดเพี้ยนทางความคิดทั้งปวงแน่นอนว่า นักจิตวิทยาและนักสื่อสารบางส่วนนำผลสรุปนี้ไปใช้ประโยชน์ สร้างระบบจิตวิทยามวลชน อุปาทานหมู่ เพื่อจุดประสงค์บางอย่างทำอย่างไรเราจะรู้ทันการโฆษณาชวนเชื่อนี้ล่ะบทความนี้ไม่ได้มีเพื่อให้นำวิธีการต่างๆไปใช้ แต่เพื่อให้รู้เท่าทันและระวังตัวไม่ตกเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่ออีกต่อไปหลักการโฆษณาชวนเชื่อ อาจสรุปลงง่ายๆ 7 ข้อ ได้แก่

1. Ad Hominem :
โจมตีตัวบุคคลสร้างศัตรูบุคคลขึ้นมาเป็นหุ่นรับการโจมตีหลัก แล้วจับผิด โจมตี ด่าทอ ต่อว่า ทั้งเรื่องส่วนตัวและคำพูดทุกคำพูดของคนๆนั้น รวมถึงการสร้างภาพให้ฝ่ายศัตรูที่ตั้งขึ้นมาโจมตีเป็นปีศาจร้าย เปรียบเทียบกับความชั่วร้ายในโลกทั้งมวล ทั้งในพระคัมภีร์ศาสนาและประวัติศาสตร์ตัวอย่างเช่น การโฆษณาชวนเชื่อโจมตีสตาลิน ในยุคลัทธิแม็คคาร์ธีของสหรัฐทศวรรษที่ 60 ว่าโหดม ดุร้าย ป่าเถื่อนไร้อารยธรรม การสร้างข่าวโจมตีนายกฯวินสตัน เชอร์ชิลว่าเป็นคนโง่ ดื้อด้าน ของนาซี หรือแม้แต่การโฆษณาโจมตีฮิตเลอร์ว่าเป็นอัตติลาชาวฮัน หรือทายาทซาตาน ตัวแทนสัตว์นรก 666 ของฝ่ายสัมพันธมิตรเอง

2. Ad nauseum :

พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกมีสำนวนไทยว่าไว้เข้าทีว่า “น้ำหยดลงหินทุกวัน หินยังกร่อน” แล้วใจคนอ่อนๆจะทนได้อย่างไร(ฮา) เมื่อนำ้คำลมปากกรอกหูเข้าทุกวันสาวบางคนมีแฟนหนุ่มหล่อเท่อยู่ดีๆ วันเลวคืนร้ายเพื่อนตัวดีกริ๊งกร๊างมาว่า ” นี่เธอ เพื่อนของฉันเห็นหนุ่มหล่อๆหน้าตาคล้ายๆแฟนเธอเดินควงอยู่กับหนุ่มที่ไหนก็ ไม่รู้ เนี่ย ชั้นล่ะสงสัยอยู่แล้วนะ ว่าแฟนเธอจะเป็นเกย์”หนแรกไม่เชื่อหัวเราะใส่โทรศัพท์หนสองเริ่มลังเลหนสาม เอ๊ะ ชักไม่เข้าที ลองถามที่รักดูดีไหมนะหนสี่อดรนทนไม่ได้ถามออกไป ปรากฏว่าเป็นคุณแฟนพาคุณพ่อไปโรงพยาบาลซะฉิบแต่คราวนี้ หนที่ห้าถ้ามีอีก คุณอาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่าแฟนคุณโกหก แม่เพื่อนตัวดีก็ใส่ไฟใหญ่ “เนี่ย แฟนเธอโกหกชัดๆ ผู้ชายที่เพื่อนชั้นเห็นเดินควงกับแฟนเธอน่ะ ยังเป็นเด็กหนุ่มอยู่เลย สัก 16-17 นี่แหละ จะเป็นคุณพ่อได้ยังไง”หนที่หกเริ่มหงุดหงิดทุรนทุราย ออกสะกดรอยตาม แต่ก็ไม่เจอจังๆหนเจ็ด แฟนจับได้ว่าแอบตามเขาไป “นี่คุณไม่ไว้ใจผมใช่มั้ย ถ้าอย่างนี้ เราเลิกกันดีกว่า”ต้องนั่งร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า จะโทษเพื่อน เพื่อนตัวดีก็บอกว่า “ก็ขอโทษนะ ฉันไม่ได้เห็นเองนี่ เพื่อนของเพื่อนฉันบอกมาอีกที แถมเค้าไม่ได้บอกว่าเป็นแฟนเธอนิ แค่หน้าคล้ายๆ”แต่สุดท้าย คุณก็เห็นแม่เพื่อนตัวดีเดินจู๋จี๋กับแฟนเก่าคุณซะงั้น……

3. Big Lie :
โกหกคำโตโยเซฟ เกิบเบิลส์(1897-1945) รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการ(minister of propaganda) มือขวาของฮิตเลอร์ กล่าวว่า“The bigger the lie, the more it will be believed.”“ยิ่งโกหกคำโตเท่าไร, มันยิ่งน่าเชื่อไปเท่านั้น” และ“The great masses of people will more easily fall victims to a big lie than to a small one.”“ฝูงชนมหาศาลถูกหลอกด้วยการโกหกเรื่องใหญ่ ง่ายกว่าโกหกเรื่องเล็กๆ”การโกหกเรื่องเล็กๆที่มีรายละเอียดปลีกย่อย อาจมีผู้จับโกหกได้ง่าย แต่การโกหกเรื่องใหญ่ๆเพื่อหลอกให้เชื่อ มันย่อมครอบคลุมเรื่องต่างๆหลากหลาย อย่างน้อยต้องมีข้อใดข้อหนึ่งที่ถูกจริตผู้ฟัง และเมื่อคนพูดพูดในสิ่งที่คนฟังอยากจะเชื่ออยู่แล้ว เขาก็พร้อมจะยอมเชื่อโดยดี แม้ว่าคำโกหกเรื่องใหญ่นั้น จะเท็จครึ่ง จริงครึ่ง หรือไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความจริงอยู่เลย

4. Name calling :

สร้างสมญานามการสร้างชื่อแทนใช้เรียกย่อๆ ง่ายๆ และตีความได้เข้าข้างตัวเอง หรือสร้างภาพเสียหายให้ศัตรู เป็นเทคนิคของการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่งเช่น Iron Curtain : ม่านเหล็ก ที่ดูน่ากลัว, The Third Reich ที่ย้อนโหยหาคืนวันอันรุ่งเรืองในอดีต และมักใช้สถาบันที่สูงส่งเข้ามาสร้างภาพเป็นส่วนหนึ่งของชื่อด้วย เช่น Imperial Army : กองทัพบกของสมเด็จพระจักรพรรดิ ของกองทัพญี่ปุ่น ถ้าจะหาเอาใกล้ๆก็เช่น ฟักแม้ว, หน้าเหลี่ยม, หมูกชมพู่, นอมินีเหลี่ยม, กะทิ, มารเฒ่าแซ่ลิ้ม, โจรโพกผ้าเหลือง เป็นต้นขนาดพันธบัตรยังใช้คำว่า พันธบัตรเสรีภาพเลย

5. Black and White fallacy :

ตรรกะผิด-ถูก แบบขาว-ดำผู้โฆษณาชวนเชื่อ ต้องสร้างภาพการแบ่งแยกฝ่ายถูกผิดชัดเจนเป็นสีขาว-ดำ ใครเข้าข้างจะเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายธรรมะ ส่วนใครไม่เห็นด้วยก็จะถูกผลักไปเป็นฝ่ายผิด เป็นฝ่ายอธรรมทันที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คำพูดของจอร์จ บุช จูเนียร์ เมื่อตัดสินใจบุกอิรักว่า “If you don’t be aside with America, you are with terrorrist.”ใน โลกสีเทาหม่นๆของความเป็นจริง เราแสวงหาความดี ความถูกต้อง ตามหลักคำสอนทางจริยธรรมและศีลธรรมอยู่เสมอ เมื่อผู้โฆษณาชวนเชื่อตั้งธงให้เข้าร่วมกับความถูกต้องชัดเจนย่อมไม่แปลกที่ จะหลงเชื่อในสิ่งที่เขากล่าวอย่างง่ายดาย และอาจไม่ฉุกคิดเลยว่า สิ่งที่เขาพูดไม่ตรงกับการกระทำอย่างใดเลยใช่-ไม่ใช่พี่น้อง (ฮา)

6. Flag Waving, Beautiful thing, and Great People reference :

ชูธงสูงส่ง อ้างสิ่งสวยงาม ตามหลักมหาบุรุษการโฆษณาชวนเชื่อนั้นจะอ้างตนเองและกลุ่ม แนวคิดของตน ให้ดูยิ่งใหญ่ สูงส่ง อลังการ มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ด้วยคำพูดและป้ายประกาศ ใช้ข้อความที่ดูดี อ้างอิงสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือนามธรรมที่คนยอมรับว่าดี เช่นเทพเจ้า พระเจ้า เทพยดา อ้างแนวทางของบุคคลในประวัติศาสตร์ ศาสดาที่ยิ่งใหญ่ เช่น พระพุทธเจ้า พระมะหะหมัด พระคริสต์ มหาตมะคานธี อับราฮัม ลินคอล์น อ้างพระคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ ฯลฯแต่ การอ้างดังกล่าวแตกต่างไปจากการเผยแผ่หรือโน้มนำที่ดีตามปกติ ด้วยว่าการโฆษณาชวนเชื่อ จะนำภาพลักษณ์ที่ดูสูงส่งสวยงามเหล่านั้นมาบิดเบือนให้เข้าข้างแนวคิดของตนเช่น นาซีอ้างพระคัมภีร์ที่ว่ายูดาทรยศพระคริสต์ มาบ่มเพาะความเกลียดชังชาวยิวทั้งหมด โดยละเลยไปว่าพระคริสต์เองและอัครสาวกก็เป็นชาวยิว,ฏอลิบันอ้างกุรอ่าน ว่าห้ามบูชารูปเคารพ มาทำลายพระพุทธรูปโบราณที่บามิยัน ทั้งๆที่ไม่มีใครแถวนั้นบูชาอีกแล้ว เป็นเพียงมรดกศิลปะเก่าแก่เท่านั้น

7. Disinformation by mass media :

ควบคุมกำจัดข้อมูลผ่านสื่อสารมวลชนการบอกข้อมูลไม่ครบ บอกความจริงไม่หมด เลือกแต่เฉพาะข้อมูลหรือข่าวที่ส่งผลดีต่อฝ่ายตนเอง ใช้การอ้างนอกบริบท หรือนำคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาแต่งเติมเสริมเข้าไปให้ดูดี….ยิ่ง ใช้สื่อมวลชนที่เข้าถึงคนหมู่มาก ยิ่งบอกผ่านกันไปปากต่อปาก และยิ่งดูน่าเชื่อถือ หลายๆคนพอตั้งข้อสงสัย ก็ถูกตอบว่า “ก็ทีวีว่ามาอย่างนี้ล่ะ”ข้อนี้เราคงเห็นกันตามสื่อสารมวลชนอยู่ทุกวันแล้วนะครับปกติ หน้าที่ของสื่อข้อหนึ่งคือ Gatekeeper ผู้คัดกรองข่าวสาร เลือกข่าวสารที่มีประโยชน์และเป็นจริง และกำจัดข้อมูลชยะที่เป็นเท็จและไม่เป็นประโยชน์ทิ้งไปรวมถึงการเรียบเรียงข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น แต่เมื่อสื่อมาโฆษณาชวนเชื่อแล้ว การคัดกรองข่าวสารก็จะบิดเบี้ยวกลาย เป็นว่า คัดเฉพาะข้อมูลที่เข้าข้างฝ่ายตน มีประโยชน์ต่อตนเอง หรือหากข้อมูลเป็นกลางก็จะนำมาตัดแต่งเติมต่อตีความให้เข้ากับแนวคิดของตน เองรวมทั้งการเรียบเรียงให้ง่าย(simplification) ที่ตัดทอนและละเลยข้อเท็จจริงไป แล้วนำเรื่องยากซับซ้อนต้องใช้ความรู้ความเข้าใจสูงมาพูดเป็นเรื่องพื้นๆให้ คนเชื่อตามเ่อ่อ นี่อาจจะเป็นตัวอย่างได้ http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=339560……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………การโฆษณาชวนเชื่อ แตกต่างและน่ากลัวกว่าการโฆษณาและชักจูงตามปกติเพราะมันจะทำให้ตรรกะของคุณบิดเบี้ยวโดยคุณไม่รู้ตัวคุณจะเห็นคนอื่นผิดหมด ขณะที่ตัวเองถูกต้องเพียงคนเดียวคุณจะไม่เหลียวแม้แต่หางตามองสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเชื่อของคุณคุณจะกล้าใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่าทอ เสียดสี คนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ ทั้งๆที่คุณไม่เคยมีนิสัยหยาบคายมาก่อนคุณจะพร้อมบริจาค ทุ่มเททั้งกำลังกายและทรัพย์สินให้กับสิ่งที่คุณเชื่อ

โดยไม่เหลือให้ตัวเองและครอบครัวและเมื่อคุณรู้ตัว สังคมของคุณจะเหลือเพียงแต่กลุ่มคนที่เชื่อโฆษณาชวนเชื่อแบบเดียวกับคุณเท่านั้นWar is PeaceFreedom is SlaveryKnowledge is IgnoranceBig Brother is Watching You!ระวัง! ผมอาจจะกำลังโฆษณาชวนเชื่อพวกคุณผู้อ่านอยู่เช่นกัน

8 ตัวอย่างภาษาอังกฤษแบบผิดๆ ที่ฮิตติดปากคนไทย

ในปัจจุบันมีคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่คนไทยใช้กันจนติดปากอยู่มากมาย แต่คุณเคยรู้ไหมว่ามีบางคำที่ฝรั่งเค้าไม่ได้ใช้อย่างที่เราพูดกันติดปาก ผมจึงเสนอคำศัพท์สัก 10 ตัวอย่างที่คนไทยมักใช้อย่างผิดๆพร้อมทั้งคำที่ถูกต้องซึ่งคุณควรนำไปใช้เวลาคุยกับฝรั่ง เริ่มเลยแล้วกันครับ

1) อินเทรนด์ (in trend)

คำนี้อินเทรนด์มากๆ เอ๊ย...ฮิตมากๆ ในปัจจุบัน สามารถได้ยินตามรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ทั่วไป เพราะใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง เช่น เด็กสมัยนี้ถ้าจะให้อินเทรนด์ต้องตามแฟชั่นเกาหลี ซึ่งบางทีเวลาคุณต้องการพูดว่า "มันทันสมัย" คุณอาจจะติดปากว่า "It is in trend." คำว่า "ทันสมัย" ฝรั่งเค้าไม่ใช้คำว่า "in trend" อย่างคนไทยหรอกครับ เค้าจะใช้คำว่า "trendy" หรือ "fashionable" ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ที่คุณสามารถวางไว้หน้าคำนามที่ต้องการขยาย เช่น a trendy haircut ทรงผมที่ทันสมัย, a fashionable restaurant ร้านอาหารที่ทันสมัย หรือจะไว้หลัง verb to be เช่น It is trendy. หรือ It is fashionable. ก็ได้

2) เว่อร์ (over)

เช่น ใยคนนั้นทำอะไรเว่อร์ๆ She is over. ไม่มีความหมายแต่อย่างใดในภาษาอังกฤษ ฝรั่งที่ได้ยินคุณพูดเช่นนี้ คงมึนตึบ พร้อมทำสีหน้างงว่ามันหมายถึงอะไรเหรอ? พูดถึงคำนี้ คนไทยน่าจะหมายถึงการพูดเกินจริงหรือทำเกินจริง ซึ่งถ้าพูดเกินจริง ควรจะใช้คำศัพท์ที่ว่า "exaggerate" เป็นคำกิริยา อ่านว่า เอก-แซ้ก-เจ่อ-เรท เช่น "He said you walked 30 miles." เค้าบอกว่าคุณเดินตั้ง 30 ไมล์ "No - he's exaggerating. It was only about 15." ไม่หรอก เค้าพูดเว่อร์ (เกินจริง) มันก็แค่ 15 ไมล์เอง ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า เธอพูดเว่อร์น่ะ ก็บอกว่า You're exaggerating. หรือจะบอกเค้าว่า

อย่าพูดเว่อร์ๆ น่ะ อาจใช้ว่า Don't exaggerate. ส่วนอาการเว่อร์อีกแบบคือการทำเกินจริง เราจะใช้คำกิริยาที่ว่า "overact" เช่น You're overacting. เธอทำเว่อร์เกิน (แสดงอารมณ์เกินจริง)

3) ดูหนัง soundtrack

เวลาคุณจะบอกใครว่า ฉันต้องการดูหนังฝรั่งที่พากย์ภาษาอังกฤษ อย่าพูดว่า "I want to watch a soundtrack film." แต่ควรจะใช้ว่า "I want to watch an English film." เพราะความหมายของคำว่า "soundtrack" คือ ดนตรีที่อยู่ในภาพยนตร์ ต่างหากล่ะครับ ถ้าเราจะพูดถึงหนังฝรั่งที่พากย์เสียงภาษาไทย เราต้องบอกว่า "I want to watch an English film that is dubbed into Thai." เพราะคำกิริยาว่า "dub" คือพากย์เสียงจากต้นแบบในหนังหรือรายการโทรทัศน์ไปเป็นภาษาอื่น ส่วนหนังที่มีคำบรรยายใต้ภาพเราเรียกว่า "a subtitled film"

ซึ่งคำบรรยายที่อยู่ใต้ภาพ เราเรียกว่า "subtitles" (ต้องมี s ต่อท้ายเสมอนะครับ) เช่น a French film with English subtitles หนังฝรั่งเศสที่มีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาอังกฤษ หนังบางเรื่องจะมีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาเดียวกับที่นักแสดงพูด เรามีศัพท์เรียกเฉพาะว่า "closed-captioned films/คำหวงห้าม/television programs" หรือ อาจเขียนย่อๆ ว่า "CC" เช่น You should watch a closed-captioned film to improve your English. คุณควรจะดูหนังฝรั่งที่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณ

4) นักศึกษาปี 1 คนไทยมักเรียกว่า "freshy"

ซึ่งฝรั่งไม่รู้เรื่องหรอกครับ เพราะไม่มีการบัญญัติศัพท์คำนี้ในภาษาอังกฤษ เค้าจะใช้คำว่า "fresher" หรือ "freshman" เช่น He is a fresher. หรือ He is a freshman. หรือ He is a first-year student. เขาเป็นนักศึกษาปี 1 ส่วนปีอื่นๆ คนไทยเรียกถูกแล้วครับ คือ ปี 2 เราเรียก a sophomore, ปี 3 เรียกว่า a junior และ ปี 4 เรียกว่า a senior

5) อัดหรือบันทึก คนไทยมักพูดทับศัพท์ว่า เร็คคอร์ด (record)

คำๆ นี้สามารถเป็นได้ทั้งคำนามและคำกิริยา เพียงแค่เปลี่ยนตำแหน่ง stress กล่าวคือ ถ้าจะใช้เป็นคำนามที่แปลว่า แผ่นเสียงหรือสถิติ ให้ขึ้นเสียงสูงที่พยางค์แรก คือ "เร็ค-คอร์ด" เช่น He wants to buy a record. เขาต้องการซื้อแผ่นเสียง, I broke my own record. ฉันทำลายสถิติของฉันเอง แต่ถ้าคุณจะหมายถึงคำกิริยาที่แปลว่า อัดหรือบันทึก ต้อง stress พยางค์หลัง ซึ่งจะอ่านว่า "รี-คอร์ด" เช่น I'll record the film and we can all watch it later. ฉันจะอัดหนัง เราจะได้เก็บไว้ดูทีหลังได้ ส่วนเครื่องบันทึก เราเรียกว่า "recorder" อ่านว่า รี-คอร์-เดอร์

6) ต่างคนต่างจ่าย เรามักใช้ American share

รับรองว่าฝรั่ง(ต่อให้เป็นชาวอเมริกันด้วยครับ) ได้ยินแล้ว งงแน่นอน ถ้าคุณจะหมายถึงต่างคนต่างจ่ายให้ใช้ว่า "Let's go Dutch." หรือ "Go Dutch (with somebody)." อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นธรรมเนียมของชาวดัตช์หรือเปล่า? ที่ต่างคนต่างจ่ายเลยมีสำนวนอย่างนี้ หรือคุณอาจจะบอกตรงๆ เลยว่า "You pay for yourself." คือเป็นอันรู้กันว่าต่างคนต่างจ่าย แต่ถ้าคุณต้องการเป็นเจ้ามือ(ไม่ใช่เล่นไพ่นะครับ)เลี้ยงมื้อนี้เอง คุณควรพูดว่า "It's my treat this time." หรือ "My treat." หรือ "It's on me." หรือ "All is on me." หรือ "I'll pay for you this time."

ทั้งหมดแปลว่า มื้อนี้ฉันจ่ายเอง ส่วนถ้าจะบอกเพื่อนว่า คราวหน้าแกค่อยเลี้ยงฉันคืน ให้บอกว่า "It's your treat next time."

7) ขอฉันแจม (jam) ด้วยคน

ในกรณีนี้คำว่า "แจม" น่าจะหมายถึง "ร่วมด้วย" เช่น We are going to eat outside. Do you want to jam? เรากำลังจะออกไปกินข้าวข้างนอก เธอจะไปด้วยมั้ย? ในภาษาอังกฤษไม่ใช้คำว่า jam ในกรณีแบบนี้ ซึ่งควรจะใช้ว่า "Do you want to join us?", "Do you want to come with us?" หรือ "Do you want to come along?" จะดีกว่าครับ

8)เขามีแบ็ค (back) ดี

"He has a good back." ฝรั่งคงงงว่ามันเกี่ยวอะไรกับข้างหลังของเค้า เพราะ back แปลว่า หลัง (อวัยวะ) แต่คุณกำลังจะพูดถึงมีคนคอยสนับสนุน ซึ่งต้องใช้ "a backup" ซึ่งหมายถึง คนหรือสิ่งของที่ช่วยสนับสนุน ช่วยเหลือ เกื้อกูล เป็นกำลังใจให้

คุณสมบัติ 50 ข้อ ของละครไทย

1. ถ้าคุณเป็นคนจน แม้ไม่เคยมีงานทำก็มีเงินกินข้าว และ เปลี่ยนเสื้อผ้าตลอดเรื่อง

2. โฆษณามักจะตัดกับตอนที่นางเอกกำลังถือแก้วกำลังจะจิบยานอนหลับ

3. ตัวละครแต่งหน้าตลอดเวลา แม้กระทั่ง นอนหรือป่วย ขนตาและมาสคาร่ามันโปะเต็มหน้า

4. ไม่พระเอกก็นางเอกจะมีปัญหาครอบครัว

5. พระเอกนางเอกละครไทยจะเริ่มปิ๊งกัน เพียงแค่ล้มทับกัน แต่จ้องตาเป็นประกายประมาน 3วิ ซะทุกเรื่อง นางเอกต้องอยู่ด้านบนด้วยนะ

6. เมื่อหลงป่า ฝนจะตก และเมื่อฝนตก จะเจอกระท่อมหรือถ้ำ และเมื่อเจอกระท่อมหรือถ้ำก็ยั่งว่า...

7. หากพระเอกโดนรุมทำร้าย ท่อนไม้เป็นอาวุธที่นางเอกจะหาได้ทุกที

8. นางร้ายที่มาในชุดแดง จะมีความร้ายระดับนางมาร

9. ตื่นมาละแปรงฟันกันน้อยมาก

10. เรื่องสำคัญอะไรก็ตามที่จะบอกกัน มักโดนตัดบทเสมอ

11. แม้ว่าพระเอกจะจบสูงมาแค่ไหนสุดท้ายก็โง่ได้อย่างมหัศจรรย์ด้วยคำพูดตัวร้าย เรียกได้ว่า พระเอกจะเชื่อทุกเรื่อง นอกจากเรื่องจริง

12. บุหรี่ เหล้า และ ยี่ห้อสินค้าโดนเซ็นเซอร์อย่างไร้สาระ แต่ตอนตบตีกัน ภาพใสแจ๋ว

13. พระเอกแขนเท่ากุ้งสามารถล้มนักเพาะกาย 4-5 คนได้มือเปล่า โดยท่าแรกมักจะเป็นเข้ามาชก และพระเอกปัดมือกัน และ โดนเตะออกไป

14. ร้องไห้หน้ายังสวย

15. เป็นธรรมดาที่จะเห็นตัวละครพูดกับตัวเอง เหมือนคนบ้า ( คิดในใจไม่เป็น )

16. ตัวร้ายมีจุดจบ 3 ประการ ตาย เป็นบ้า และ กลับมาดี ตัวร้ายไม่เคยได้ชดใช้ในสิ่งที่ทำ

17. เมื่อนางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชาย พระเอกจะดูออกคนสุดท้าย แม้ว่าคนทั้งโลกจะดูออกตั้งแต่วินาทีเเรก

18. บ้านนกอินทรีย์เป็นสถานที่ยอดนิยมในการถ่ายละคร

19. ยิงปืนไม่เคยโดนกัน ถ้าจะโดนก็โดนหัว ไม่ก็ แขน

20. และตอนตาย หน้าตาจะยังสดสวย แม้ว่าตัวละครนั้นจะยิงสมองตัวเองตาย เลือดยังไม่เปื้อนหน้า แต่จะย้อยลงมาอย่างสวยงาม และนอนในท่าที่สวยหรู

21. นักธุรกิจ มีการประชุมน้อยมาก

22. เลขาหน้าห้องมักสวย และ เป็นสายให้กับนางร้าย

23. ไม่เคยเรียกเก็บเงินหลังจากกินข้าว24. ท่าเต้นในผับ มีท่าเดียว

25. การตบหน้าด้วยส้นสูงเป็นที่ฮือฮามากในช่วงหนึ่ง ทำให้การตบด้วยมือดูโลโซไปในขณะหนึ่ง

26. เวลาซ่อนตัวจากผู้ร้าย ต้องมีหนึ่งคนเหยียบกิ่งไม้

27. ถุงชอปปิ้ง หรือกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ขนาดไหน จะเบาโหวง เพราะข้างในไม่มีอะไรเลย

28. ตร. หมอ มีอย่างละคน คดีไหน โรค ก็ เจออยู่คนเดียว และ ตำรวจมักจะมาตอนจบ

29. แอบฟังคนพูดกันในห้อง ถึงห้องจะปิดอยู่ก็ได้ยิน

30. พระเอกจะเห็นเสมอเวลา นางเอกจับมือกับผู้ชาย แบบพี่น้องหรือเพื่อน แล้วก็เข้าใจผิด

31. พระเอกต้องมีเลือดกรุปเดียวกับนางเอกหรือ ญาตินางเอก แต่ห้ามบอกเชียวนะ ว่าตัวเองเป็นคนให้เลือด หนังจะจบเร็ว

32. ตอนจบพระเอก นางเอกยืนจับมือ มองหน้าักัน จูบหน้าผาก พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง เพื่อน คนใช้.. ยืนแอบดู แล้ว ตบมือ !!!แปะๆๆ

33. คนใช้ หรือลูกจ้างเป็นตัวเดินเรื่อง ประสานช่องโหว่งที่คนดูจะไม่เข้าใจ

34. ตัวละครยังไม่ทันได้พูดความจริงจนหมด ก็ตายไปซะก่อน

35. ช่วงหลัง นางเอกกับนางร้ายจะมีนิสัยใกล้เคียงกัน

36. พระเอกจะหมั้นกับนางร้ายมาเป็นปีๆ แต่ถ้านางเอกโผล่ปุ๊บ นางร้าย มีข้อเสียปั๊บ

37. พ่อพระเอกหรือนางเอก ต้องมีเมียน้อย38. ต้องมีคนใช้ 2 ฝ่าย ธรรมะ และอธรรม ตีกันเอง

39. ตอนจบอาจจะมีคนใดคนหนึ่งเป็นบ้า ชีจะนั่งบนเตียงผู้ป่วยพร้อมกับตุ๊กตาหนึ่งตัว

40. ตัวประกันถูกจับที่เดียวคือโกดัง และ พระเอกจะมาทันตลอดราวกับว่ามีโกดังที่เดียวในประเทศไทย

41. กระโดดบังกระสุนแทนถือเป็นสุภาพบุรุษที่สุดละ

42. เวลามีคนโทรเข้ามือถือ กล้องต้องซูมเข้าไปให้เห็นชื่อแล้วถึงจะรับโทรศัพท์ได้ เดี๋ยวคนดูไม่รู้ว่าใครโทรมา

43. ฉากงานหมั้นหรือแต่งงาน จะมีคนมาขัดจังหวะ แฉและเปิดโปงความจริง

44. ฉากเลิฟซีนมักจะอยู่ในห้องที่มีเตียงและผ้าหุ่มสีขาว

45. จูบเเล้วต้องตบ ตบแล้วต้องด่า ด่าแล้วต้องวิ่งหนีไป

46. ถ้าเป็นฝาแฝด นางเอกมักจะถูกแยกกันแต่เกิด คนนึงไปอยู่กับมหาเศรษฐี อีกคนอยู่สลัมส์ตกยาก แล้วก็ต้องสลับตัวกัน

47. เวลามีฉากข่มขืน ผญ.จะวิ่งไปล้มบนที่นอน เหมือนจะพร้อมให้ย่ำยีแล้ว

48. พ่อไปดูลูกนอน หรือ พระเอกไปดูนางเอกนอน จะห่มผ้าให้ ถึงห้องนอนจะไม่มีแอร์ หรือไม่ใช่หน้าหนาว

49. ไม่ว่าตัวละครใดๆ ที่เป็นผู้หญิง จะต้องแต่งตัวเวอร์มากๆ ไม่มีคำว่าชุดอยู่บ้าน เครื่องแต่งกายจะต้องเลิศหรูเกินมนุษย์ปกติ

50.ช่อง 3 ตอนจบ ช่อง 7 ตอนอวสาน

โรคกรดไหลย้อน ต้นตอ"มะเร็ง"ผ่อนส่ง

หากจะพูดถึงโรค "กรดไหลย้อน" หลายคนอาจบอกว่าไม่เคยได้ยินหรือคิดว่าจะมีโรคนี้เกิดขึ้นมาในโลกใบนี้ แต่ในวงการแพทย์ทั่วโลก โดยเฉพาะวงการแพทย์ไทยและวงการแพทย์ภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก

ได้ให้ความสำคัญและใส่ใจในการศึกษา วิจัย ค้นคว้า เพื่อหาวิธีกำจัดโรคนี้ให้หมดไปจากโลกให้จงได้แต่ถ้าพูดถึงอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว คงถึงบางอ้อกัน เพราะอาการของโรคที่ว่ามานี้นั้นทุกคนน่าจะมีประสบการณ์มาบ้าง

ยิ่งในปัจจุบันวิถีการดำเนินชีวิตของคนเราเต็มไปด้วยการแข่งขันสูง อีกทั้งกับภาวะเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้เมื่อเร็วๆ นี้มีการจัดประชุมแพทย์ระบบทางเดินอาหารภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก ขึ้นที่เกาะเซบู (Cebu) ประเทศฟิลิปปินส์ มีแพทย์จาก 21 ประเทศ

รวมถึงคณะแพทย์ของไทยที่เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินอาหารมาร่วมประชุมด้วย นำทีมโดย รศ.นพ.อุดม คชินทร หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผศ.นพ.สมชาย ลีลากุศลวงศ์ จากสาขาวิชาโรคระบบทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยมี ดร.สุทธิชัย โชคกิจชัย ผอ.ฝ่ายการแพทย์ บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด และคุณวราภรณ์ นาคศุภมิตร ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ยารักษาโรคระบบทางเดินอาหาร บริษัทแอสตร้าเซนเนก้า

เป็นผู้นำคณะของไทยเข้าร่วมประชุมคุณหมอสมชายเผยว่า โรคกรดไหลย้อน หรือ Gastroesophageal Reflux Disease (GERD) มีสาเหตุมาจากการคลายตัวของหลอดอาหารส่วนปลายบ่อยกว่าในคนผิดปกติ แล้วทำให้ปริมาณของที่อยู่ในกระเพาะ ทั้งกรด ด่าง หรืออะไรก็แล้วแต่ไหลย้อนขึ้นมา แล้วไปรบกวนในส่วนของหลอดอาหาร

อาจมีการอักเสบหรือไม่อักเสบของหลอดอาหารส่วนปลายก็ได้ แต่อาการที่เกิดขึ้นมีอยู่ 2 ระบบด้วยกัน คือ อาการที่เกิดจากหลอดอาหาร เช่น แสบยอดอก (heartburn) โดยเฉพาะแสบจากลิ้นปี่ขึ้นมาถึงคอ หรือเรอเปรี้ยว (acid regurgitation) เรอบ่อยๆ หลังการรับประทานอาหาร และอาการที่เกิดนอกหลอดอาหาร เช่น เสียงแหบ หรือเจ็บคอเรื้อรัง หลายเดือนแล้วรักษายังไม่ดีขึ้นทุกวันนี้คนไทยรู้จักโรคนี้น้อยมาก พอบอกว่าเป็นกรดไหลย้อนยิ่งงงเข้าไปใหญ่ หรือบอกว่าฟันผุ กล่องเสียงมีปัญหา เสียงแหบ จะเป็นกรดไหลย้อนได้อย่างไรมีข้อมูลจากต่างประเทศ ยุโรป และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พบว่า อาการเรอเปรี้ยวมากกว่าการแสบยอดอก จากการตรวจคนไข้ 220 รายคนไทย ถ้าส่องกล้องแล้วเจออาการกรดไหลย้อนนั้น มีอาการอักเสบ ถ้าถามคนไข้จะพบว่ามีอาการแสบยอดอก เรอเปรี้ยวน้อยกว่าต่างประเทศ ส่วนอาการนอกหลอดอาหารยังพบว่าผู้ป่วยจะมีอาการเสียงแหบ ไอ เจ็บคอเรื้อรัง ที่พบบ่อยๆ คืออาการด้านปอด หอบหืด ฟันผุ เจ็บหน้าอกที่ไม่ใช่สาเหตุจากเรื่องหัวใจด้านหมออุดมกล่าวว่า ปกติน้ำย่อยหรือกรดจะไม่ไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหารได้ จะอยู่ในกระเพาะอย่างเดียว

ยกเว้นช่วงกลืนอาหารหรือกล้ามเนื้อหูรูดหย่อนระหว่างรอยกระเพาะอาหาร ทำให้การบีบตัวของหลอดอาหารย่อยลงมา ตัวเยื่อบุอาหารต่างกับเยื่อบุกระเพาะ เนื่องจากไม่มีความคงทนแข็งแรงพอที่จะทนกรดได้ ทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย กรดไปกระตุ้นทำให้เกิดอาการแสบยอดอก ความรู้สึกไวขึ้น เพราะความเข้มข้นของกรดในกระเพาะอาหารนั้นสูงมากบ้านเราพบเรื่องอาการปวดท้อง แผลในกระเพาะ อาหารไม่ย่อย อาการที่มาเริ่มต้นเหมือนกัน แสบยอดอก ปวดท้อง แต่การรักษาเป็นคนละอย่าง แต่คนไข้คิดว่าเป็นโรคเดียวกัน ถ้ารักษาไม่ถูกต้องจะมีผลต่อเสียต่อคนไข้

เพราะโรคนี้เรื้อรัง การที่อักเสบระยะยาว โดยเฉพาะเกิดอาการหลอดอาหารอักเสบรุนแรงสุด เป็นการเปลี่ยนเนื้อเยื้อบุชนิดหนึ่งของหลอดอาหารเป็นในกระเพาะ สุดท้าย 5-10 ปีมีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งระยะเริ่มต้นสูง สิ่งที่กลัวคือมะเร็งของหลอดอาหารส่วนกลุ่มที่ไม่มีอาการอักเสบ แต่มีอาการของกรดไหลย้อนนานต่อเนื่องก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งเช่นกัน เพราะสิ่งที่กลัวกันมากที่สุดคือ การเกิดมะเร็งในหลอดอาหาร แต่สิ่งที่มีผลมากกว่านั้นคือ การที่คนไข้มีอาการกรดไหลย้อนเรื้อรังนั้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ประสิทธิภาพการทำงานลดลง

ชีวิตประจำวันที่ควรมีความสุขก็น้อยลง นอนไม่หลับ เมื่อตีค่าแล้วมีมากกว่าเยอะ และเห็นก่อนการเกิดมะเร็งเพราะมะเร็งต้องใช้เวลา 5-10 ปีมี 2 อาการที่สับสนในบ้านเราคือ พอเจ็บหน้าอกจะนึกถึงแต่โรคหัวใจอันดับหนึ่ง แต่เมื่อหมอให้ยาโรคหัวใจแล้วอาการไม่ดีขึ้น ทำให้ส่งมาที่เรามากขึ้น เพราะบางทีอาการเจ็บหน้าอกนั้นแยกไม่ได้ เมื่อเกิดการแน่นหน้าอกเหมือนหลอดเลือดหัวใจขาดเลือดอีกอาการคือ หอบหืด พบว่ามีคนไข้กลุ่มหนึ่งพอไปให้ยาขยายหลอดลมแล้วอาการไม่ดีขึ้น ไปตรวจเกี่ยวกับทางโรคปอดก็ไม่ดีขึ้น พอมาให้ยาลดกรดกลุ่ม proton pump inhibitor (PPI) ดีขึ้นเลยปัจจุบันยา Esomeprazole เป็นยาดีที่สุดในการรักษาโรคนี้ เพราะเป็นอาการที่เกิดจากการกระตุ้นของตัวกรด

เนื่องจากหลอดลมอยู่ด้านหน้าหลอดอาหาร เป็นอวัยวะที่อยู่ติดกัน ดังนั้นอาการอาจเกิดจากกรดย้อนขึ้นมาแล้วร่วงลงไปในหลอดลม เพราะมีทางเปิดเรียกว่า "ทางร่วมลงคอ" ทำให้หลอดลมหดตัว เกิดเป็นหอบหืดได้ง่ายสำหรับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดจะได้ผลดีที่สุด ร้อยละ 90 ถ้ารักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผลจะต้องรักษาด้วยวิธีส่องกล้องแล้วไปผูกหูรูดหลอดอาหารให้ตึงขึ้น หรือผ่าตัด แต่ปัจจุบันบ้านเรายังทำไม่มาก ที่สำคัญหมอต้องมีฝีมือมาก ต้องผ่าให้พอดี กลืนอาหารสะดวก

ไม่ใช่ตึงเกินไปวิธีการรักษาหรือการปฏิบัติตัวได้หลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับวิถีดำเนินชีวิต อาทิ ลดอาหารที่มีไขมันสูงหรือช็อกโกแลต หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด หรือการสูบบุหรี่ก็มีผล การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยลดปริมาณกรดได้ เพราะน้ำลายเป็นด่าง หรือถ้ามีน้ำหนักตัวมากๆ ก็ควรลดน้ำหนัก อย่าใส่เสื้อผ้ารัดๆ หรือแม้กระทั่งการนอนตะแคงซ้ายทำให้เกิดกรดไหลย้อนน้อยกว่าการนอนตะแคงขวา เพราะกระเพาะอยู่ซ้ายทำให้เกิดการคลายตัวของหลอดอาหารส่วนล่างน้อยกว่าการนอนตะแคงขวาความจริงโรคกรดไหลย้อนนั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว

เพียงแต่เราไม่ได้สนใจ เพราะไม่ได้ทำให้ตาย เหมือนไส้ติ่งอักเสบ แต่ถ้าปล่อยไว้เรื้อรังจะเป็นอันตรายต่อระบบของร่างกายได้ ดังนั้นต้องหมั่นดูแลสุขภาพและตรวจเช็กร่างกายอยู่เสมอ

"โคลีน" ในไข่ไก่ ลดความเสื่อมเซลล์สมอง

* อาหาร ช่วยลดไขมันจากตับอีกทางครั้ง

ก่อนเราพูดถึงคุณประโยชน์ของโคลีน ที่อยู่ในไข่ไก่ว่า เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์สมองนับตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เรื่อยมาตลอดชีวิต เพื่อช่วยให้การทำงานของสมองเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์อาจเกิดข้อสงสัยว่า หากร่างกายคนเราขาดโคลีน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นตามมา...!!

เมื่อโค ลีน เป็นตัวช่วยที่ทำให้การทำงานของสมองเป็นไปด้วยความสมบูรณ์ หากร่างกายขาดสารอาหารสำคัญนี้ไป แน่นอนว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมเกี่ยวข้องกับสมอง โดยลดทอนประสิทธิภาพความจำและความสามารถในการเรียนรู้ หรือที่รู้จักกันว่าโรคสมองเสื่อม

นอกเหนือจากการเกิดอาการซึมเศร้า จิตใจหดหู่ ไม่มีสมาธิ และความดันโลหิตบกพร่องโรค สมองเสื่อม หรือ อัลไซเมอร์ เป็นโรคที่ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาผู้ป่วยให้หายได้ และจัดเป็นอาการป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งองค์การโรคอัลไซเมอร์ระหว่างประเทศได้ ออกรายงานชิ้นใหม่เมื่อ 21 กันยายน

ที่ผ่านมา โดยคาดว่า"ภายในปี 2010 จะมีคนเป็นโรคสมองเสื่อม มากกว่า 35 ล้านคนทั่วโลก เป็นจำนวนที่สูงกว่าที่เคยคาดกันไว้เมื่อ 2-3 ปีก่อน ราว10% และยังคาดการณ์อีกว่าจะมีคนเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นเท่าตัวใน ทุกๆ 20ปี และในอีก 40 ปีข้างหน้าหรือ 2050 จะมีคนเป็นโรคนี้มากกว่า 115 ล้านคน โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ระดับกลางอย่างแอฟริกา ตะวันออกกลางละตินอเมริกาตอนใต้ และหลายส่วนของเอเชีย จะเผชิญกับภาระหนักเมื่อประชาชนสูงอายุมีจำนวนมากขึ้น"

ขณะเดียวกัน ADI ยังร้องขอให้องค์การอนามัยโลกจัด ให้โรคสมองเสื่อมอยู่ในลำดับความสำคัญด้านสุขภาพ พร้อมทั้งเสนอให้มีการศึกษาและทำการวิจัยค้นคว้าถึงสาเหตุของโรค หรือวิธีการชะลออาการของโรคไม่ให้เกิดขึ้นเร็วนัก ซึ่งจุดประกายให้เกิดงานวิจัยต่างๆ ที่ต้องการคค้นหาแนวทางป้องกันการเกิดโรค นี้ขณะเดียวกัน Kathleen Meister นักเขียนอิสระเรื่องสุขภาพและการแพทย์ อดีตนักวิจัยสถาบัน American Council on Science and Health ได้นำเสนอบทความเรื่อง Eggs:Not as Bad as They're Cracked up to be บอกว่า

การบริโภคไข่ไก่ในประเทศสหรัฐอเมริกาลดลงอย่างมากจากการบริโภคที่ 400 ฟอง ต่อคนต่อปีในทศวรรษ 1940 ลดลงเหลือเพียง 235 ฟองต่อต่อปีในปี 1992 เนื่องมาจากความกลัวว่า ไข่ไก่ซึ่งมีปริมาณคอเลสเตอรอลสูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจแต่ ปัจจุบันการบริโภคก็กลับมาเพิ่มขึ้นเป็น 259 ฟอง/คน/ปี เมื่อมีผลการศึกษาวิจัยยืนยันว่า คอเลสตอรอลที่เกิดขึ้นจากการบริโภคอาหารเช้าที่ประกอบด้วยไข่ไก่ และเบคอนทอดไม่ได้เกิดขึ้นจากไข่ไก่

แต่เกิดจากไขมันอิ่มตัวจากเบคอน และไขมันที่ใช้ในการทอดโดยแท้จริงแล้วผลกระทบจากการบริโภคไข่ไก่ต่อปริมาณคอ เลสตอรอลในกระแสเลือดของบุคคลทั่วไปนั้นมีน้อยมาก ในทางตรงกันข้าม ไข่ไก่กลับเป็นอาหารที่สำคัญที่เป็นแหล่งสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย ซึ่งมีงานวิจัยหลายชิ้นที่มีข้อสรุปตรงกันว่า ไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนที่มีสารอาหารช่วยเพิ่มคอเลสตอรอลชนิดดี หรือ HDL ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

โดยเฉพาะโคลีนในปริมาณมาก ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่พบในเยื่อหุ้มเซลล์สมอง และเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์สมอง นับตั้งแต่เป็นทารกอยู่ในครรภ์เรื่อยไปจนถึงวัยสูงอายุ รวมทั้งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสารเคมีในเซลล์สมองที่ชื่อ อะเซทิลโคลีนที่ ทำหน้าที่เป็น "สารสื่อนำประสาท" คอยควบคุมความจำ

การควบคุมกล้ามเนื้อและช่วยให้การทำงานของสมองเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ เรียกได้ว่า มีบทบาทในพัฒนาการด้านการเรียนรู้โดยเฉพาะระบบความจำ รวมถึงการมีการศึกษาในการใช้เพื่อป้องกัน และรักษาโรคความจำเสื่อมด้วย ซึ่งอะซีติลโคลีนมีความสัมพันธ์โดยตรงกับโรคสมองเสื่อม

เนื่องจากพบว่าในสมองของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ จะมีปริมาณของอะซีติลโคลีนลดลงมากถึงร้อยละ 90บทบาท สำคัญอีกประการหนึ่งของโคลีน คือ ทำให้ตับสามารถทำการขนถ่ายไขมันได้ และลดการสะสมไขมันในตับจากการศึกษาวิจัยพบว่า คนที่ได้รับอาหารทางเส้นเลือดและขาดโคลีน จะเพิ่มไขมันสะสมในตับ และยังมีระดับเอนไซม์ของตับสูงขึ้น

ซึ่งเป็นอาการของภาวะตับอักเสบอีกด้วย และเมื่อได้รับโคลีนก็จะลดการสะสมไขมัน และลดการอักเสบของตับได้จริงนอกจากประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว โค ลีน ยังมีประโยชน์ในด้านการช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด และหลอดเลือดหัวใจ

ซึ่งหลายงานวิจัยสรุปผลเช่นเดียวกันว่า ไข่แดงของไข่ไก่ เป็นอาหารที่ให้โคลีนมากที่สุดชนิดหนึ่งไข่ไก่จึงมีประโยชน์อยู่มากมาย...แล้ววันนี้คุณบริโภคไข่ไก่แล้วหรือยัง

'ภูมิแพ้อาหารแฝง 'ภาวะเรื้อรัง

ไม่น่าเชื่อว่าอาหารที่เราทานกันอยู่ทุกวันนี้ จะกลายเป็นสาเหตุของการเป็นโรคภูมิแพ้อาหารแฝงไปได้ !!มองจากภายนอก ทุกคนดูแข็งแรงเป็นปกติ แต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเข้าข่ายเป็น “ภูมิแพ้อาหารแฝง” คำถามนี้ ทำให้หลายคนฉุกคิดและหันกลับมามองสุขภาพของตัวเองอย่างจริงจัง โดยคนส่วนใหญ่จะละเลยสุขภาพ ถ้าไม่ป่วยจริง ๆ ก็ไม่ยอมไปหาหมอ หรือว่ารอให้ป่วยแล้วรักษา เป็นการแก้อาการที่ปลายเหตุ

เพราะสิ่งแวดล้อมที่ต้องเจออยู่ทุกวันนี้มีผลต่อสุขภาพกันทั้งนั้น ใครจะรู้ว่าร่างกายของเราเป็นที่สะสมของโรคบางชนิด ตัวเลขจากองค์กรภูมิแพ้โลก พบว่า คนไทยเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่า 10 ล้านคน โดยโรคนี้จะเกิดกับทุกเพศทุกวัย เริ่มตั้งแต่เด็กอายุ 5-15 ปี จะพบบ่อยกว่าช่วงอายุอื่น คนเรานั้น มีโอกาสเกิดอาการ แพ้อาหาร และ การรับสารอาหารบางชนิดไม่ได้ หรือที่เรียกว่า ภูมิแพ้อาหารแฝงนพ.ต่อศักดิ์ ทิพย์ไพโรจน์ ตรัยยา ให้ความรู้ในเรื่องนี้ว่า แท้จริงแล้วอาการหรือปฏิกิริยาทางร่างกาย ที่เกิดขึ้นเมื่อทานอาหารบางชนิดเข้าไปนั้น มีความแตกต่างกันระหว่างคำว่า “การแพ้อาหาร” กับ “การรับอาหารบางชนิดไม่ได้” เพราะการแพ้อาหาร เกิดจากปฏิกิริยาที่ไวต่ออาหารนั้น ๆ เป็นปฏิกิริยาที่ผิดปกติต่ออาหาร

เนื่องจากมีการกระตุ้นจากระบบภูมิต้านทานของร่างกายชนิดต่าง ๆ ส่วนการรับอาหารบางชนิดไม่ได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานแต่อย่างใด แต่ทั้งสองกลุ่มนี้อาจมีอาการคล้ายคลึงกันปฏิกิริยาการแพ้อาหารที่พบได้บ่อย จะเป็นปฏิกิริยาการแพ้ชนิดที่เกิดขึ้นโดยเฉียบพลัน ซึ่งเป็นผลจาก 2 กลไกทางระบบภูมิต้านทาน คือ มีการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน อิมมูโนโกลบินชนิด อี หรือ ไอจีอี (Immunoglobulin E หรือ IgE) ขึ้น ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งเรียกว่าแอนติบอดีชนิด อี ที่อยู่ในกระแสเลือด และอีกกลไกหนึ่ง เกี่ยวข้องกับมาสต์เซลล์ (Mast Cell) ที่อยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกาย

โดยเฉพาะบริเวณเนื้อเยื่อที่เกิดอาการแพ้ เช่น ในจมูก คอ ปอด ผิวหนัง และทางเดินอาหาร แอนติบอดีชนิด อี สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้“ก่อนที่จะเกิดอาการแพ้ คนที่แพ้ต้องเคยได้รับอาหารชนิดนั้นมาก่อน เมื่อมีการย่อยอาหารก็จะกระตุ้นให้มีการสร้างแอนติบอดีชนิด อี จำนวนมากเข้าไปเกาะผิวของมาสต์เซลล์ และเมื่อมีการทานอาหารชนิดนั้นอีกครั้ง อาหารจะไปกระตุ้นแอนติบอดีชนิด อี จำเพาะบนผิวมาสต์เซลล์นั้น ทำให้เกิดการหลั่งสารเคมี เช่น ฮีสตามีน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้ตามแต่บริเวณของเนื้อเยื่อ ที่มีการหลั่งสารเคมีนั้น เช่น มีการหลั่งสารเคมีที่บริเวณหู คอ จมูก มีอาการคันหรือบวมที่ปาก คอ หายใจลำบาก หรือกลืนอาหารลำบาก

แต่ถ้าเป็นที่ทางเดินอาหาร อาจมีอาการปวดท้อง ท้องร่วงได้”นอกจากปฏิกิริยาการแพ้แบบเฉียบพลันแล้ว ยังมีปฏิกิริยาของภูมิแพ้อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมักจะถูกมองข้ามไป คือปฏิกิริยาของการแพ้ชนิดแฝง ในปฏิกิริยาภูมิแพ้แบบนี้ เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นจากโปรตีนในอาหาร จะเริ่มสร้าง อิมมูโนโกล บินชนิด จี หรือ ไอจีจี (Immunoglobulin G หรือ IgG) ที่เรียกว่า แอนติบอดีชนิด จี ซึ่งไม่ได้ไปกระตุ้น มาสต์เซลล์ เหมือน แอนติบอดี้ชนิด อี ทำให้ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแพ้ จึงไม่รู้ตัวว่าตนเองมีปฏิกิริยากับอาหารนั้น

แต่ปัญหาจะเกิด เมื่อผู้ป่วยต้องทานอาหารที่มีโปรตีนชนิดนั้นอยู่เรื่อย ๆ เช่น อาหารกลุ่มนม ไข่ ถั่ว ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกาย มีการสร้างแอนติบอดีชนิด จี อย่างต่อเนื่อง จนถึงจุดที่เกินความสามารถของเม็ดเลือดขาว ชนิดแมคโคร ฟาจ (macrophage) ซึ่งมีหน้าที่คอยกำจัดส่วนประกอบของภูมิต้านทานนี้ออกจาก ร่างกาย ทำให้เกิดการหลงเหลือของส่วนประกอบภูมิต้านทานอิสระ ไปทั่วระบบของร่างกาย ซึ่งจะไปกระตุ้นนำระบบกลไกที่ทำให้เกิดการอักเสบให้เกิดขึ้น ที่จุดใดจุดหนึ่ง ในร่างกายอย่างต่อเนื่อง“ภูมิแพ้ชนิดแฝงนี้ จึงเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น หวัดเรื้อรัง หูน้ำหนวกเรื้อรัง ไซนัสอักเสบเรื้อรัง หรือ อาจพบร่วมกับภาวการณ์อักเสบเรื้อรังที่ จุดอื่น เช่น ข้ออักเสบเรื้อรัง กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง หรือบางกรณีพบร่วมกับความผิดปกติทางอารมณ์ หรือพฤติกรรม เช่น ภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง ภาวะสมาธิสั้น หรือ ภาวะออทิสติก

ดังนั้น การมองหาภาวะภูมิแพ้ชนิดแฝง ในกรณีที่มีการเจ็บป่วยเรื้อรังไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็มักจะเป็นอีกหนึ่งหนทางในการหาคำตอบของภาวะความไม่สมดุล ที่มีอยู่ในร่างกายได้”การรักษาหมอจะเริ่มจาก การซักประวัติอาการที่เป็นพฤติกรรมการบริโภคอาหาร สภาพของระบบทางเดินอาหาร และการตรวจวัดด้วยเครื่องเพื่อตรวจหาแอนติบอดีชนิด จี ต่อ อาหาร ที่ทำให้คนไข้มีอาการภูมิแพ้แฝงทางที่ดี คือ เมื่อทราบแล้วว่าแพ้อาหารชนิดใด ต้องระมัดระวังการเลือกทานอาหารให้ดีพยายามลดและหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ โดยในรายที่เป็นภูมิแพ้อาหารแบบแฝง ควรงดอาหารชนิดนั้นเป็นเวลา 3-6 เดือน

เพื่อให้ร่างกายได้กำจัดออกไปได้หมดก่อน “หลังจากนั้น เริ่มทำการ เริ่มทดสอบโดยการทานอาหารชนิดนั้นใหม่ เพื่อดูว่าร่างกายมีการตอบสนองอย่างไร หากทุกอย่างเป็นปกติดี ก็สามารถกลับมาทานอาหารชนิดนั้นได้อีกตามปกติ แต่อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ด้วยการหมุนเวียนหมู่อาหาร ไม่ทานอาหารแบบเดิมซ้ำกันทุกวัน รวมทั้งจะต้องไม่ลืมการฟื้นฟูการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ในแง่ของการย่อย การดูดซึม และ สมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ควบคู่กันไปด้วย

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำขึ้นมาอีก ตรงนี้คงต้องขึ้นอยู่กับคนไข้ว่ามีความตั้งใจในการเข้ารับการรักษาและเห็นความสำคัญของปัญหามากน้อยอย่างไรด้วย” นพ.ต่อศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายจากโรคภูมิแพ้อาหารแฝงนี้ ทำให้เห็นว่า บทบาทของอาหารในชีวิตประจำวันมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงควรใส่ใจกับอาหารทุกจานที่ทาน.

100 ข้อคิดดีๆ สั้นๆ เตือนใจคุณ

บางครั้งการใช้ชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป เราจำเป็นต้องมีหลักยึดเตือนใจ เพื่อให้อยู่ในสังคมอย่างสงบสุข และสง่างาม ไม่เว้นเเต่จะเป็นการปฏิบัติต่อคนที่เราคิดว่าเป็นเพื่อน เพื่อเป็นการรักษามิตรภาพให้ยืนยาว อีกทั้งยังเป็นการคบกันด้วยความจริงใจ ช่วยเหลือกันในยามมีความทุกข์ ในยามสุขก็แบ่งปันให้กันด้วยความจริงใจ

หากใครบอกว่า โอ้โหตั้ง 100 ข้อเชียวหรอ แต่ขอบอกว่าลองศึกษาดูก่อน มันไม่มากไม่มายและยากเย็นเกินไปที่เราจะปฏิบัติเลยจริงๆ

1.เอาใจเขามาใส่ใจเรา
2.เชื่อมั่นตัวเอง
3.อย่ามองคนที่หน้าตา
4.กล้าคิด พูด และทำ
5.เมื่อมีเรื่อง จงหมั่นปรึกษาผู้อื่น
6.และจงเป็นที่ปรึกษาให้ผู้อื่นด้วย
7.อย่าโกหกกับเรื่องที่คุณคิดว่าผิด
8.ไว้ใจบุคคลที่สมควรไว้ใจ
9.เปิดใจให้กว้าง
10.มองการณ์ไกล

11.วางแผนอนาคต
12.อย่าโทษตัวเอง
13.มีความรับผิดชอบ
14.ตอบแทนเมื่อได้รับ
15.ให้ในสิ่งที่ผู้อื่นอยากได้และไม่มี
16.อย่าใช้อารมณ์ แต่จงใช้ความคิด
17.คิดถึงส่วนรวมให้มาก
18.ดูแลตัวเองให้เป็น
19.รู้ผิด ชอบ ชั่ว ดี
20.อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเสียเปล่า

21.อย่ารู้ค่าสิ่งที่อยู่กับเราต่อเมื่อเราสูญเสียไปแล้ว
22.จงรู้ตัวอยู่เสมอว่าตอนนี้กำลังทำอะไร
23.ที่ทำอยู่มีผลดี ผลเสีย มีประโยชน์ หรือไร้ประโยชน์
24.อย่าวัวหายแล้วล้อมคอก
25.ให้อภัยแก่ตนเองและผู้อื่น
26.อย่าเก็บอดีตมาทำร้ายตนเอง แต่จงหัดที่จะเรียนรู้จากมัน
27.คนไม่ผิดคือคนที่ใหม่เคยทำอะไร
28.ได้หน้าอย่าลืมหลัง
29.คุณไม่ใช่พระเจ้า อย่าคิดซ่อนความรู้สึก แต่จงวางแผนที่จะดูแลมันไม่ให้เสีย
30.อย่าอ่านข้อความที่มีประโยชน์ผ่านๆ

31.อ่านแล้วคิด คิดแล้วทำ หมั่นพัฒนาตนเอง
32.รู้จักแบ่งเวลา และหน้าที่
33.ทำประโยขน์ให้แก่ส่วนรวมบ้าง
34.อย่าเห็นแก่ตัว
35.อย่ารอคอยในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
36.อย่ากลัวในสิ่งที่ตนสามารถสู้หรือเปลี่ยนแปลงมันได้
37.กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ หัดเติมให้คนอื่น แล้วเขาจะกลับมาเติมให้คุณเอง
38.เพื่อนไม่จำเป็นต้องเจอหน้ากันก็คุยกันได้
39.อย่าคิดว่าเขาไม่โทร.มา ถ้าคุณก็ไม่เคยโทร.ไป
40.จง เป็นฝ่ายให้มากกว่าเป็นฝ่ายรับ

41.ดูแลบิดามารดาให้ดี คุณมีโอกาศ รีบทำซะก่อนที่จะไม่มี
42.อย่าเสียใจกับสิ่งที่เลวร้ายหรือสูญเสียไปแล้ว มันไม่กลับมา แต่คุนสามารถทำมันใหม่หรือเรียนรู้จากมันได้

43.คำพูดเมื่อพูดไปแล้วไม่สามารถเรียกกลับมาได้ ดังนั้น คิด ก่อนพูด
44.อย่าทุ่มเทในสิ่งที่ไร้ประโยชน์
45.คำพูดให้กำลังใจคนได้ ปลอบใจได้ ยุให้ทะเลาะกันได้ ทำให้เสียความรู้สึกได้ จงรู้ที่จะพูด

46.ชีวิตไม่ใช่เกม พลาดแล้วไม่สามารถเริ่มใหม่หรือกดโหลดได้
47.หาจุดหมายให้กับชีวิต
48.เครียดได้ แต่เครียดให้เป็น
49.ถ้างง เขียนหนังสือได้ แต่เขียนให้เป็นภาษา
50.วันๆหนึ่งคุณทำอะไรบ้าง ที่ไม่ใช่ กิน นอน เล่น
51.ไม่มีหมอคนไหนรอให้คนไข้จะตายแล้วค่อยช่วยหรอกนะ
52.เพื่อนคุณก็เช่นกัน อย่าปล่อยให้เขาเครียดจนจะตายแล้วถึงไปถามหรือดูแล
53.ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักร ให้มันพักผ่อนซะบ้าง
54.คุณซื้อนาฬิกาได้ แต่คุณไม่สามารถซื้อเวลาได้
55.ตอนนี้มีใครคอยคุณอยู่รึเปล่า ถ้ามีกลับไปหาซะ
56.ตอนนี้คุณถึงเมื่อไหร่ ทำอะไรซะบ้าง
57.อย่ากล่าวคำขอโทษบ่อย มีอะไรดีๆตั้งหลายอย่างที่ทำแล้วไม่ต้องตามไปขอโทษ

58.ตอนคุณลำบากคุณคิดถึงใคร คุณอยากให้ใครช่วยเหลือ
59.ตอนนี้คนกำลังสบายอยู่ แล้วคนที่คุณเคยขอความช่วยเหลือล่ะ หมดประโยชน์แล้วหรือ

60. ไม่ใช่ แล้วไง ต้องให้บอกต่อมั้ย
61.ทำอะไรก้อได้ให้ตัวเองมีความสุข แต่อย่าบนทุกข์ของคนอื่น
62.ตอนที่คนกำลังอ่านประโยคนี้ จงจำไว้ว่าคุณเป็นมนุษย์ และยังมีชีวิตอยู่
63.ใครเป็นคนทำให้คุนมีชีวิต ตอบแทนเขาบ้างหรือยัง
64.ไม่ต้องรอให้ถึงวันพิเศษใดๆ แค่เข้าไปบอกเขาว่ารักก้อเพียงพอแล้ว
65.อย่ารอให้ถึงวันเกิดเพื่อน ถึงจะได้คุยกันหรือให้ของขวัญกัน
66.ไม่มีกฏหมายข้อใดห้ามให้ของขวัญในวันธรรมดา
67.ถ้าเป็นคุณอยู่ดีๆ มีเพื่อนเอาขนมมาให้ คุณจะรู้สึกดีมั้ย หรือดูที่ราคาขนม
68.เหล้าทำให้คุณลืมได้ตอนเมาแอ๋ แต่เพื่อนแท้ทำให้คุณลืมเรื่องร้ายๆได้ตลอดชีวิต
69.อย่าคิดว่าตนเองไม่มีเพื่อนหรือไม่มีใคร อย่างน้อยๆถ้าคุณได้อ่านข้อความนี้ จงรู้ไว้ว่าคุณยังมีคนพิมพ์คนนี้อีกคน

70.อย่าคิดว่าตนเองเป็นคนโชคร้ายที่สุด และอย่าคิดว่าตนเองเป็นคนโชคดีที่สุด
71.อย่าพูดว่าไม่มาเป็นเราไม่รู้หรอก ถ้า งั้นคุณก้อไม่รู้เรื่องของเขาเช่นกัน
72.เหนื่อยนักก็หยุดพักซะบ้าง
73.อย่าคิดว่าคนดีไม่มีในสังคม เพราะคุณก็เป็นคนเพียงแต่คุณยังไม่ได้ทำอะไรบางอย่าง
74.ปริศนาในเกมคุณแก้ได้ แล้วทำไมปริศนาในชีวิตคุณแก้ไม่ได้ ในเมื่อบทสรุปอยู่ในตัวคุณ
75.คุณมองเพชรที่ความงามภายในหรือป้ายราคาภายนอก
76.ถ้าคุณกินอาหารเหลือ ลองนึกถึงเด็กที่ไม่มีอันจะกิน
77.มีเรื่องราวอีกมากมายที่ไม่ได้เขียนอยู่ในหนังสือ ลองค้นคว้าดูจะรู้
78.ลูกธนูที่ถูกปล่อยจากหน้าไม้ อันตรายน้อยกว่าหอกที่เเทงมาจากข้างหลัง
79.การถูกหักหลังเป็นสิ่งที่เจ็บปวด อย่าให้มันเกิด
80.ทำยังไง ต้องให้ขโมยขึ้นบ้านก่อน ถึงไปดูรั้วบ้านใช่มั้ย
81.ทำใจกับสิ่งต่างๆ ล่วงหน้าไว้บ้างก้อดี
82.จะยกตัวอย่าง สมมติคนที่คุณรักจากไปตอนนี้ คุณคิดว่า คุณทำอะไรให้เขาบ้างหรือยัง

83.อย่าตอบว่าทำยังไงก็ตอบแทนไม่หมด ขอถามว่าทำครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
84.คุณทำใจได้แล้วหรือถ้ามันเกิดอะไรขึ้น คุณไปร้องไห้ข้างโลงศพ ยังไงเขาก้อไม่ฟื้นมาได้ยินหรอกนะ

85.ตัวคุณมีค่าอยู่แล้ว อยู่ที่คุณรู้จักดึงมันออกมาใช้ได้รึเปล่า
86.หัดคุยกับตัวเองซะบ้าง แล้วจะรู้ว่ามีอะไรอีกมากมายที่คุณยังไม่รู้
87.ร่างกายใช้มากี่ปีแล้ว เคยดูแลมันบ้างรึเปล่า หรือเอาไว้เพื่อให้วิญญาณมีที่สิงสถิต
88.การใส่เสื้อสวยๆไม่ช่วยให้ร่างกายดีขึ้นหรอกนะ ที่ดีขึ้นคือบุคลิกต่างหาก
89.หาความสุขของตัวเองให้เจอ หัดมีความสุขซะบ้าง อดีตเราลืมไม่ได้แต่เลิกคิดได้

90.ลองทำอะไรบ้าๆบ้างก้อดี อย่ายึดติดนักเลย
91.ผู้พิมพ์ไม่ใช่คนรู้อะไรมากมาย ไม่ได้มาโชว์ว่าตัวเองอวดรู้ แต่อยากให้คุณได้รุ้อะไรไว้บ้างก็ดี
92.สิ่งที่คุณปล่อยผ่านๆ ไปในชีวิตหรือเรื่องคุนเห็นว่าไม่สำคัญ กลับมาดูเเลตรงนั้นบ้างก็ดี
93.อย่าไว้ใจใครเกินไป ไม่ได้สอนให้ระแวงไม่ไว้ใจใคร แต่ระวังไว้บ้างก็ดี
94.อย่าตามเพื่อนนัก กินเหล้า เล่นไพ่ เที่ยวหญิงเที่ยว
95.ยาเสพติดทุกชนิด อย่าคิดจะลองเด็ดขาด
96.อย่าทำตามเพื่อนเพราะเพื่อนทำกันหมด ร่างกายเขากับร่างกายเรา แน่นอนจิตใจก็เหมือนกัน

97.ผู้ชายยังไงก้อคือผู้ชาย ผู้หญิงยังไงก็คือผู้หญิง
98.บางครั้งการอยู่คนเดียวก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป
99.ไม่มีมิตรถาวรและศัตรูที่เเท้จริง
100.จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อตัวเราเอง คนที่เรา รัก และคนที่อยู่รอบกายเรา

เตือนภัย : กินยา แล้วนอนทันที อันตราย

กินยาแล้วนอนทันทีอาจตายได้จริงหรือ เป็นคำถามที่หลาย ๆ คน ได้อ่านอีเมลที่มีการส่งต่อ ๆ กันไป

อยากรู้คำตอบ เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ. สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า มีส่วนที่จริงมาก เพราะการกินยาก่อนนอน คือกินยาแล้วนอนทันทียาอาจจะไปจับอยู่ที่ตรงหลอดอาหาร อยู่กึ่งกลางระหว่างคอหอยกับกระเพาะอาหาร พอยาไปติดอยู่บริเวณดังกล่าวก็จะไปกัดทำให้หลอดอาหารเกิดแผล พอเกิดแผลมาก ๆ คนที่กินยาจะรู้สึกเลยว่าร้อน แน่นหน้าอก ประมาณตี 3 จะลุกขึ้นมาเลย เพราะแน่นหน้าอก ซึ่งมักจะเกิดจากการกินยา 2 ประเภท คือ ยาที่เป็นกรด ประเภทวิตามินซี และยาที่เป็นพวกแคปซูลเหนียว ๆ จะมีปัญหาติดหลอดลมมาก

วิธีง่าย ๆ คือ จะต้องดื่มน้ำตามเยอะๆ หลังจากที่กินยา รอประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนล้มตัวลงนอน เพื่อให้มั่นใจว่ายาที่กินเข้าไปผ่านไปยังกระเพาะอาหาร เพราะยาบางอย่างเวลากินน้ำตามเยอะเราจะรู้สึกเลยว่า มันจะไหลจากคอลงไปท้อง แต่ถ้าเรากินน้ำน้อยบางทีจะไม่รู้สึก แค่หายจากคอไป ไม่ได้หมายความว่ายาลงไปที่กระเพาะอาหาร ซึ่งจริง ๆ มันอาจจะไปติดอยู่ที่หลอดอาหาร

ดังนั้นการกินยาก่อนนอน อย่าเพิ่งเอนตัวลงนอนทันที ยิ่งในคนที่มีภาวะกรดไหลย้อน ถ้ายาไปอยู่ตรงหลอดอาหารพอดีก็จะทำให้เกิดแผล จนแผลทะลุ ถ้าเป็นแผลเรื้อรังนาน ๆ อาจเป็นมะเร็ง เหมือนมีระเบิดเวลาอยู่ตรงหลอดอาหาร อันตรายกว่าคนทั่วไปที่ไม่มีภาวะกรดไหลย้อน

ถามว่าเวลากินยาควรดื่มน้ำเย็นหรือน้ำอุ่น ขอเรียนว่า ดื่มได้ทั้ง 2 ประเภท แต่ควรหลีกเลี่ยงน้ำผลไม้บางชนิดในกลุ่มส้ม มะนาว เพราะมันจะทำให้ยาแตกตัวเร็วตั้งแต่ในปาก แทนที่จะดูดซึมในกระเพาะอาหาร ก็จะแตกตัวในปากไม่ช่วยรักษาโรค แถมทำให้ยาไม่ดูดซึมดี

ส่วนที่บอกว่า ห้ามกินยาพร้อมกับนม หรือห้ามกินยาหลังดื่มนมนั้น ความจริงแล้วสามารถดื่มนมพร้อมกับยาได้ แต่มีข้อยกเว้นกับยาบางประเภท เช่น เตตร้าไซคลิน ดอกซีไซคลีน ซึ่งเป็นยาฆ่าเชื้อ ยารักษาสิวจะกินกับนมไม่ได้

ถ้ายาชนิดเดียวกันแต่มีทั้งยาเม็ด ยา น้ำ แคปซูล ควรกินชนิดใด ขอเรียนว่า ยาเม็ดจะได้ยาเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่ายาประเภทอื่น

อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากแนะนำคือ ยาที่ไม่ได้ทำในรูปแบบให้แบ่งได้ เช่น แคปซูล ห้ามแบ่งเด็ดขาด เพราะมีบางบ้านแบ่งเอาไปใส่น้ำหวานให้ลูกกิน ซึ่งต้องบอกว่า การแบ่งยาที่ไม่ได้ทำในรูปแบบให้แบ่งได้ อาจทำให้ยาไม่ออกฤทธิ์ และอาจเกิดอันตราย

วิธีดื่มเบียร์สดให้ได้รสชาติ

ใครที่ชอบดื่มเบียร์สด วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีดื่มเบียร์สดให้ได้รสชาติมาฝากกัน...

วิธีดื่มเบียร์ ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ชนิดใดก็ตาม สิ่งที่บอกถึงคุณภาพของเบียร์ดูจะเป็นสิ่งเดียวกันนั่นคือกลิ่น (Aroma) และรสชาติ (Flavour) การชิมเบียร์ไม่มีกรรมวิธีพิเศษยุ่งยากใด ๆ และนี่คือ 4ขั้นตอนหลักสำหรับการดื่มด่ำกับกลิ่นและรสชาติเบียร์สด

1. มองด้วยตา (LOOK)

เบียร์ต่างสีเพราะมีความต่างของวัตถุดิบที่นำมาผลิต แต่ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ชนิดใด เมื่อรินใส่แก้วแล้วดูด้วยสายตาจะมองเห็นความใสของเบียร์ ทั้งพรายฟองต้องละเอียดนุ่มดุจเนื้อครีม เพียงความรู้สึกแรกเมื่อมองด้วยสายตา ก็สามารถรู้ถึงรสชาติได้ในระดับหนึ่งแล้ว

2. พาหมุนวน (SWIRL)

หมุนวนแก้วเบียร์เพื่อให้ได้กลิ่นเบียร์ วนเพียงเบา ๆ จะช่วยให้ได้กลิ่นหอมของดอกฮ็อป วัตถุดิบสำคัญตัวหนึ่งที่บ่งบอกได้ถึงคุณภาพและรสชาติของเบียร์ได้เป็นอย่างดี

3. สูดดมกลิ่น (SNIFF)

กลิ่นหอมของเบียร์สดรสเลิศเสมอไม่ว่าจะตั้งใจสูดดมกลิ่นเบียร์ก่อนลิ้มรสชาติหรือไม่ก็ตาม เพราะนั่นคือลักษณะเฉพาะของเบียร์ที่มีกลิ่นหอมเย้ายวนชวนให้เจริญอาหารอย่างที่สุด

4. จิบชิมลิ้มรส (SIP)

ขั้นตอนท้ายสุดคือ การชิมเบียร์ กลิ่นและรสจะผสานไหลผ่านลิ้นและลำคอ ขณะยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบ ปลายลิ้นจะได้ลิ้มรสชาติหอมหวานจากมอลต์ เป็นอันดับแรก ตามมาด้วยความซาบซ่าจากรสชาติของวัตถุดิบหลักที่นำมาผลิตเบียร์ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ หรือธัญพืช และท้ายสุดคือรสขมกลมกล่อมของดอกฮ็อป

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากดื่มเบียร์ให้ได้รสชาติมากยิ่งขึ้น ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้.

" 99 วิธีบอกว่าเรารักกัน "

1 ให้เกียรติและเคารพ ความเป็นส่วนตัวของอีกฝ่าย ^_^
2 เป็นกำลังใจและอยู่เคียงข้าง ให้อีกฝ่ายในยามท้อแท้ ^v^
3 ใช้เวลาว่างช่วงเย็นวันหยุดด้วยการนั่งดูหนังดูทีวีรายการโปรด
4 วิ่งไล่จักกะจี้หรือแกล้งกัน
5 ซื้อปลาทองให้อีกฝ่ายเลี้ยง
6 โบกรถเที่ยวกันสองคน
7 สอนให้อีกฝ่ายรู้จักเล่นกีฬาที่ตนเองถนัด "๐"
8 ช่วยอีกฝ่ายทำการบ้าน
9 วาดรูปเหมือนของอีกฝ่ายเก็บไว้
10 แอบหย่อนโน้ตที่เขียนว่า .. I Love You ในกระเป๋าเสื้อ หรือกระเป๋าสตางค์ของอีกฝ่าย

11 โอบกอดกันและกันให้ "แน่น และ นาน"
12 ลูบผม เล่นผม หวีผมของอีกฝ่าย
13 จูบกันและกัน (แบบไหนก็ได้)
14 ไป...ขี่จักรยานเที่ยวแถวบ้านด้วยกัน
15 บอกให้ทุกคนรู้ว่า "เราสองคนกำลังมีความรัก"
16 เอ่ยคำชม อย่างจริงใจ ... ไม่เสแสร้ง
17 พูดคุยอย่างเปิดอก กับอีกฝ่ายทั้งเรื่องสุข ทุกข์
18 ไปเชียร์อีกฝ่ายแข่งกีฬา อย่างสุดใจขาดดิ้น (กล้าๆหน่อยเขียนป้ายเชียร์ให้รู้กันไปเลยทั่วสนาม เย้!)

19 สักชื่อคนรักแบบชั่วคราวไว้ตรงอวัยวะส่วนไหนก็ได้

20 วันที่คนรักป่วน ทำโจ๊กชามใหญ่ พร้อมกับขนมปังกรอบและการ์ดน่ารักที่มีความว่า "ขอให้หายเร็วๆนะ" แอบฝากไว้กับแม่ของเขาหรือเธอโดยไม่บอกให้อีกฝ่ายรู้

21 ทำให้อีกฝ่ายหัวเราะเสียงดังๆ
22 พูดคุยกันผ่านอินเตอร์เน็ต เช่น เล่น icq หรือ msn
23 กุมมือของกันและกันให้แน่น ระหว่างเดินเคียงคู่กัน
24 วิ่งเล่นไล่จับ ซ่อนหาให้ทั่วบ้าน
25 ไปผจญภัย "บ้านผีสิง" ด้วยกัน
26 บอกความลับในชีวิตให้อีกฝ่ายรู้และให้สัญญาว่าจะเก็บไว้รู้กันแค่สองคน
27 แอบแปะกระดาษโน้ตที่บอกรักไว้ในที่ๆ คาดไม่ถึง (เช่น ในตู้เย็น หนีบไว้ที่ราวตากผ้า หรือใน กระเป๋าตังค์)

28 ไม่ทำตัว เฉยชา กับคนรัก
29 เล่นกระดานเศรษฐี ขณะล้อมรอบไปด้วยอาหารอร่อยๆ
30 อัดเทปเพลงโปรดของกันและกันแล้วมาแลกกันฟังนะ

31 ทำปฏิทินที่มีแต่วันพิเศษของเราสองคน เช่น ครบรอบวันแรกที่ได้จูบ วันแรกที่บอกรัก

32 ทำขนมหวานหรือคุกกี้ให้อีกฝ่ายลองชิม (อย่าลืมสอด "สารรัก" ไว้ในคุกกี้ด้วยล่ะ)

33 ในวันที่ไม่มีเรียนแข่งกันนับดาวทั้งคืนโดยไม่ยอมนอน
34 ให้เวลาอีกฝ่ายได้อยู่ตามลำพังบ้าง
35 สร้าง...ปราสาททรายด้วยกัน
36 ซื้อตั๋วเข้าไปเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกด้วยกัน
37 บอกให้อีกฝ่ายรู้เสมอว่า ฉันรักเธอ มากมายเพียงใด
38 นั่งกินไอติมด้วยกันสองคน
39 แอบตั้งชื่อให้กันและกันโดยไม่ให้คนอื่นรู้ ควรเลือกชื่อประเภทที่ไม่กล้าเรียกเมื่ออยู่ต่อหน้าฝูงชนเลยล่ะ

40 กินข้าวมื้อเย็นด้วยกันในชุดสวยเลิศ ชุดสุดหล่อ ท่ามกลางแสงเทียน เพลงหวานๆและผ้าเช็อมือที่วางบนตัก

41 เขียนเหตุผล "101ข้อที่ทำให้เธอเป็นคนที่ฉันรักมากที่สุด" แล้วจะมีข้อที่ 102ขึ้นมาทันทีก็คือข้อที่ว่าเออ! ตัวเราเองก็มีค่าเหมือนกันนะ

42 ให้สร้างข้อมือที่สลักชื่อของเราสองคนไว้
43 ส่งจูบให้กันและกัน
44 อ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟังหรือเล่าให้ฟังว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้นในโลกบ้าง
45 เลือกส่งการ์ดสวยๆ จากเวบไซต์ต่างๆให้กันและกัน
46 หมั่นถามอีกฝ่ายว่า "วันนี้เป็นไงบ้าง" พร้อมกับรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจด้วย
47 เช่าหนังเรื่อง Cast away มาดูด้วยกันจะได้รู้ซึ่งถึงวันเวลาของการจากพราก
48 เดินตามสายฝนที่ตกปรอยๆ กันตามลำพัง
49 ชวนอีกฝ่ายไปว่ายน้ำด้วยกัน
50 เฝ้าดูพระอาทิตย์ตกดินพระจันทร์ขึ้น หรือดวงดาวดวงแรกที่ส่องแสงให้เห็น เลือกกลุ่มดาวสัก กลุ่มให้เป็นสัญลักษณ์ของเราสองคน (อย่าลืมอธิษฐานพร้อมกันเมื่อดาวตก)

51 ให้การ์ดที่ทำเองและมีกลิ่นหอมตรงลายเซ็น
52 ทำตัวเป็นเด็กอายุ 8 ขวบ ชวนกันไปเล่นเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น
53 ซื่อสัตย์ ต่อกันและกัน
54 หวีผมให้อีกฝ่าย
55 เลือกซื้อของขวัญที่เป็นประโยชน์สำหรับอีกฝ่ายในโอกาสสำคัญๆ
56 หอบช่อดอกไม้มาให้ โดยมีการ์ดเล็กๆ บรรจุคำหวานๆ แนบมาด้วย
57 ไป ปิคนิค ในสวนสาธารณะกันสองคน
58 ไปเรียนหนังสือ และ กลับบ้านพร้อมกัน
59 ส่งการ์ดบอกรักทาง อี-เมล์
60 ซื้อของขวัญที่มีแต่เราสองคนเท่านั้น ที่รู้ว่าแทนความหมายว่าอะไร

61 ให้ "หนังสือทำมือ" ที่มีรูปของกันและกันบทกวีที่แต่งขึ้นเป็นพิเศษ เนื้อเพลงรักที่ประทับใจ ไว้ดูต่างหน้า

62 หันกลับมาเริ่ม "จีบ" กันและกันใหม่อีกครั้ง
63 แนะนำ "หวานใจ" "เปรี้ยวใจ" ให้พ่อแม่รู้จักซะ
64 ถูหลังให้กันและกัน
65 ทำคุ้กกี้รูปหัวใจให้กัน
66 ไปเดินป่าด้วยกัน
67 ขยิบตาให้กันและกัน ว้าว!
68 เมื่อรู้สึกโกรธอีกฝ่าย ให้รีบบอกออกไปอย่าเก็บกลั้นไว้
69 สัญญาว่าจะเขียนอีเมล์หากันทุกวัน (แม้บางวันจะเขียนแค่ 2 บรรทัดก็เถอะ)
70 ปล่อยให้อีกฝ่ายหลงเข้าใจผิดในบางเรื่องโดยไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย

71 ออกไปเล่นว่าวด้วยกัน
72 เดินไปเข้าเรียนพร้อมกัน หรือไม่ก็นัดเจอกันทุกคาบหลังเลิกเรียน
73 สมัครเป็นอาสาสมัครทำงาน ช่วยเหลือสังคมร่วมกัน
74 หยิบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาชีวิตอย่างจริงจัง มาสนทนากันบ้างในบางเวลา
75 เป็นเพื่อนที่ดีที่สุด ของกันและกันเสมอ
76 ยอมทนดูหนัง "ห่วย" ด้วยเหตุผลง่ายๆ ก็เพราะอีกฝ่ายอยากดู
77 ชวนกันไปเดินแผนกขายของเล่นในห้างจากนั้นสำรวจและลองเล่นของเล่นทุกชนิดด้วยกัน

78 ปั้นดินเป็นรูปหัวใจที่มีชื่อของเราสองคนสลักไว้ (อย่าลืมมอบหัวใจดวงนี้ให้อีกฝ่ายเก็บไว้ด้วยนะจ๊ะ)

79 โทรศัพท์หากันและกัน ทุกคืนก่อนเข้านอน
80 ซื้อหนังสือเล่มเดียวกันและแลกกัน

81 เรียนรู้การสร้างโฮมเพจที่มี "เพลงของเราสองคน" "วันสำคัญของเรา" "เกมส์รัก" "ปริศนาท้ารัก" หรือแม้แต่ "คำสารภาพรัก" และหัวข้ออื่นๆ (ลองขอความเห็นจากเพื่อน พี่ น้อง และคนในครอบครัวด้วยนะ)

82 ปลูกต้นไม้เพื่อแทน "ความรักของเรา"

83 อยู่ด้วยกันในวันที่ฝนตก จิบชา ช้อคโกแลตร้อนๆ พร้อมกับคุ้กกี้ ขนมโปรด และดูการ์ตูนโดย ซุกตัวในผ้าห่มผืนเดียวกัน

84 ไปหาที่โรงเรียน ที่ทำงาน ที่บ้าน โดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า พร้อมกับอาหารกลางวัน ช่อดอกไม้ หรือการ์ดที่มีแต่คำหวาน

85 ลองหัดเล่นกีฬาใหม่ๆ พร้อมๆกัน

86 ไม่บ่นรสนิยมฟังเพลงหรือการแต่งตัวของอีกฝ่าย (แม้จะทำให้เราแทบบ้าตาย!)

87 ขอเพลงให้กันผ่านรายการวิทยุ

88 จูบ กอด แบบจู่โจมโดยอีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
89 ไปตกปลาด้วยกัน
90 แต่งเพลง บทกวี ให้คนรัก
91 เปิดเพลงหวานและเต้นรำกันสองคน
92 เซอร์ไพรซ์อีกฝ่ายด้วย ตั๋วดูคอนเสิร์ตวงดนตรีโปรด ละคร เรื่องที่อีกฝ่ายกำลังอยากไปดูอยู่พอดีเลย

93 ติวหนังสือก่อนสอบด้วยกัน
94 ชวนกันทำอะไร "ตลกๆ" หรือ "บ้าๆ" บ้าง
95 เมื่อถึงวันเกิดของอีกฝ่าย ลอง ทำเค้ก ที่ไม่ต้องมีครีมให้กินบ้าง
96 บอกให้อีกฝ่ายรู้ถึงเรื่องที่ทำให้ซาบซึ้ง ประทับใจมิรู้ลืม
97 เมื่อบริจาคเงินให้การกุศลใส่ชื่อของคนรักว่าเป็นคนบริจาค
98 เดินเคียงคู่กันย่ำทรายด้วยเท้าเปล่าที่ชายหาดยามตะวันตกดิน
99 ตัดแปะ รูปเราสองคนเข้าด้วยกัน

วิธีรักษามะเร็งแบบธรรมชาติ

ใครที่ต้องการรักษาโรคมะเร็ง วันนี้มีวิธีการรักษามะเร็งแบบธรรมชาติมาฝากกัน...

1. จิตใจ ต้องสู้

2. อาหาร งดเว้นเนื้อสัตว์ (ปลารับประทานได้) แล้วหันมารับประทานอาหาร 15 ชนิดได้แก่- ธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้อง, ข้าวม้ง, ข้าวบาเล่ย์ , ข้าวสาลี และลูกเดือย นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้าและรับประทาน- ผักผลไม้ 10 ชนิด ได้แก่ หอมหัวใหญ่, มันฝรั่งหรือมันเทศ, กล้วยน้ำหว้าสุก (8 ลูก/วัน), ฟักทอง,ข้าวโพดหวาน, ยอดแค, ถั่วพู ( 2 ชนิดนี้ห้ามขาด) , บลอคโคลี่ หรือกระหล่ำ ดอก, ถั่วหวานและคะน้าฮ่องกง (ผักผลไม้ 5 ชนิดแรกใช้นึ่ง) นำทั้ง 10 ชนิดมาหั่นเป็นชิ้น ๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อย จากนั้นนำมารับประทานหนัก 1 กก./วันกับธัญพืช

3. อาบน้ำ ร้อนสลับน้ำเย็นหรือเย็นสลับร้อนอย่างละ 2 นาที รวมเวลา 10 นาที 1 ครั้ง/วันเตรียม น้ำร้อน โดยใช้เครื่องทำน้ำร้อน เตรียมน้ำเย็นโดยหาถังน้ำใส่น้ำแข็งแล้วอาบร้อนจัดและเย็นจัด เท่าที่ร่ายกายทนได้ ภูมิต้านทานโรคทั้ง 2 จำพวกจะถูกกระตุ้นขึ้นมาทำหน้าที่อย่างแข็งขัน

4. การออกกำลังกาย เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะ ๆ ประมาณ 45 นาที/วัน
รู้อย่างนี้แล้ว ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

..เย็นตาโฟ ฮ่องเต้..

.. แถวแยกร่วมจิตต์ ระหว่างศรีย่านกับราชวัตร .... เป็นย่านอาหารการกิน อร่อย ชุกชุม ย่านนึงในเมืองกรุง..
..เจ้าเก่า เข้าข้างตรอก อยู่ซ้ายมือเลยแยกร่วมจิตต์ขึ้นเหนือมานิดเดียว....เลยขึ้นไปหน่อย มีที่จอดรถสำนักนายกฯ ฝั่งขวามือคอยรองรับ สะดวกสบาย....เปิดทุกวัน..ยกเว้นวันจันทร์หยุดนะ..เดี๋ยวไปเก้อ..

..หน้าร้านเค้าอยู่ด้านในตรอก เดินมองภายนอกอาจไม่เห็น....ปรุงไป บ่นไป ได้รสชาติดีครับ..


..ของเค้าดี มีคุณภาพ ระหว่างนั่งรอ ออร์เดอร์ ก็มีนี่แหละ..

..ลูกชิ้นหมูหมักทอด.. จิ้มกับซอส กรอบนอก นุ่มใน..


..ไส้หมูนึ่งสอดไส้ หมูสับไข่.. ภาษาบ้านๆ จริงแล้วมีชื่อจีนแต่เรียกไม่ถูก.. ..หม่ำเพลินๆ สักชุด ระหว่างรอลงอาญาชามหลักที่จะตามมา..

..ที่ขาดไม่ได้อีกอย่าง ..หนังปลาทอดกรอบ.. เครื่องเคียงชั้นเยี่ยมต้องมาลองดูเอง..


..มาแล้วชุดใหญ่ตัวจริง..
..เล็กโฟแห้ง..

..ใหญ่โฟน้ำ..

..ลองดูในร้าน ร่วมๆ 20 เมตร จากด้านในจนถึงปากตรอก แน่นขนัด ทุกวัน....เหลือบมองข้างฝาแม่ช้อยหรือเชลล์ก็ไม่รู้ นายกฯ คนไหนที่มาทานบ้าง ต้องลองไปดูเอาเองครับ.. ..ขอบอก ของดี มีคุณภาพต้องมาไวไว ก่อนเที่ยงจะดีมาก หลังบ่าย2 ไม่ต้องมา หมดแล้ว..
..ย่านเดิมๆนี่แหละครับ แหล่งเจริญอาหาร.......อีกนิดนึง ใครชอบเนื้อ....ปากตรอกยังมีร้านเตี๋ยวเนี้อนายโส่ยเจ้าเก่า ให้ตบตูดด้วยนะ ซิ บอก ไห่..

10 วิธีทำความสะอาดด้วยวิธีธรรมชาติ

ปลอดสารเคมีดีต่อสุขภาพ

1. การทำความสะอาดทั่วไป

ผสมสบู่เหลวหรือบอแรกซ์ 1 ช้อนชา ในน้ำอุ่น หรือน้ำร้อน 1 ลิตร เติมน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูลงไป 1-2 ช้อนชา แล้วนำไปเช็ดถูบริเวณที่เป็นคราบไขมันสกปรก
ผสม Washing Soda (hydrated sodium carbonate) ในน้ำอุ่น 1 ลิตร ใช้ได้กับทุกพื้นผิว ยกเว้นอลูมิเนียม

2. วิธีกำจัดกลิ่นเหม็น/กลิ่นอับ

หาแหล่งกำเนิดกลิ่นเหม็นให้พบ แล้วกำจัดออกไปให้สะอาด และเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
หมั่นทำความสะอาดบ้านเรือนและข้าวของเครื่องใช้ให้สะอาด และเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทให้สะดวก ใช้น้ำส้มสายชูหรือผงฟู 2-4 ช้อนโต๊ะ ใส่จานแล้ววางไว้เพื่อดูดกลิ่น นำไม้ประดับมาตั้งวางเพื่อดูดกลิ่นและฟองอากาศ ใช้สมุนไพร หรือเครื่องเทศที่ให้กลิ่นหอมมาต้มแล้วตั้งวางไว้


3. การทำความสะอาดพื้น

เช็ดถูด้วยน้ำธรรมดาใช้น้ำส้มสายชู 1 ถ้วย ผสมกับน้ำอุ่น 1 แกลลอน 5 ลิตร ถูทำความสะอาดพื้น


4. การล้างจานชาม

ใช้สบู่เหลวธรรมดาทั่วๆ ไปล้างจาน ใช้ฟองน้ำกับสบู่ก้อน ผสมน้ำส้มสายชู หรือน้ำมะนาว 1-3 ช้อน ลงกับสบู่เหลวล้างจานชามที่สกปรกมีคราบไขมันมาก การทำความสะอาดจานชามและอุปกรณ์ครัวที่ทำด้วยไม้ ให้ใช้มะนาวฝานเป็นชิ้นบางๆ แล้วขัดบนพื้นผิวของภาชนะเหล่านั้น ล้างออกแล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาดและอาจโรยเกลือตาม เพื่อดูดความชื้นจากไม้ก็ได้ นอกจากนั้นยังอาจใช้ผงฟูผสมกับน้ำเช็ดภาชนะที่ทำด้วยไม้ได้ผลดี ขจัดคราบตะกอนในกาน้ำ ให้ใช้น้ำส้มสายชูกลั่น 1 ถ้วยครึ่ง ละลายในน้ำเปล่า 1 ถ้วยครึ่ง เติมเกลือ 3 ช้อนชาลงในกาน้ำ ต้มให้เดือด 15 นาที ปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืน 1 คืน จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด
การล้างขวด ให้ใช้ทรายกรอกลงไปในขวดผสมกับน้ำ ปิดปากขวดด้วยฝ่าหนือมือ เขย่าแรงๆ คราบตะไคร่เขียวจะหลุดออก


5. การทำความสะอาดท่อระบายน้ำ

ใช้ไม้ปั๊ม หรืองูเหล็กดันหรือเขี่ยเศษอาหารอุดตัน เทผงฟู 1 กำมือ และน้ำส้มสายชูครึ่งถ้วยลงในท่อระบายน้ำ ปิดปากรูให้แน่นด้วยเศษผ้าประมาณ 1 นาที ปฏิกิริยาระวห่างผงฟูกับน้ำส้มสายชู จะทำให้เกิดแรงดันในท่อระบายน้ำ และดันเศษอาหารที่อุดตันอยู่ออกไป แล้วเทตามด้วยน้ำร้อน เทเกลือและผงฟูอย่างละครึ่งถ้วยลงในท่อ แล้วเทน้ำเดือดตามลงไป 6 ถ้วย ทิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นราดน้ำแรงๆ ด้วยน้ำธรรมดา

ทางที่ดีในการป้องกันไม่ให้ท่อระบายน้ำทิ้งอุดตัน ด้วยการใช้ตะแกรงกรองเศษผง เศษอาหาร เศษขยะ เศษเส้นผมไม่ให้ไหลลงสู่ท่อระบายน้ำ และไม่ควรเทกากของเสียประเภทไขมันลงในท่อ ควรทิ้งลงในถังขยะหรือถังน้ำมัน และควรพยายามใช้น้ำมันจนกว่าจะหมดคุณภาพ


6. การฆ่าเชื้อโรค
ชำระล้างข้าวของเครื่องใช้เป็นประจำด้วยสบู่และน้ำธรรมดา แล้วล้างอีกครั้งด้วยน้ำร้อน เพียงเท่านี้ก็สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้

ควรให้ข้าวของเครื่องใช้แห้งอยู่ตลอดเวลา เพราะแบคทีเรียและเชื้อราไม่สามารถมีชีวิตหรือเติบโตได้ในที่แห้ง
ใช้บอแรกซ์ครึ่งถ้วยละลายในน้ำร้อน 1 แกลลอน (5 ลิตร) ใช้ล้างข้าวของเครื่องใช้ที่ต้องการฆ่าเชื้อโรคได้


7. การขัดเงาพื้นและเฟอร์นิเจอร์

ใช้ผ้านุ่มๆ เช็ดถูอย่างธรรมดาๆ ใช้ผ้าชุบน้ำชาเช็ดถูพื้นเฟอร์นิเจอร์ ใช้น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา น้ำมะนาว 1 ผล ผสมกับน้ำ 1 ช้อนชา ชุบด้วยผ้าใช้เช็ดถู

ใช้น้ำมันพืช 1 ส่วน ผสมกับน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชู 1 ส่วน ชุบด้วยผ้าบางๆ ใช้เช็ดถู วิธีนี้ยังสามารถช่วยลบรอยขูดขีดได้ด้วย
ใช้น้ำมันมะกอก 3 ส่วน ผสมกับน้ำส้มสายชู 1 ส่วน ชุบด้วยผ้าบางๆ เช็ดถู
กรณีที่มีรอยสกปรกจากคราบไขมัน ให้รีบเทเกลือลงไปบนรอยเปื้อนทันทีเพื่อให้ดูดซับคราบไขมัน และป้องกันไม่ให้เกิดคราบฝังแน่น


8. การเช็ดกระจก

ใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำอย่างละ 1 ส่วน ชุบด้วยผ้านนุ่มๆ เช็ดกระจกหรือจะใส่กระบอกฉีดๆ ที่กระจก แล้วใช้ผ้านุ่มเช็ดตาม
หากใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำเช็ดกระจกแล้ว อาจจะเกิดคราบจากน้ำที่เช็ดเนื่องจากคราบตกค้างของน้ำยาเช็ดกระจกแบบที่มี ส่วนผสมของสารเคมีตกค้างอยู่ จึงควรเช็ดออกก่อนด้วยแอลกอฮอล์ก่อน

สำหรับกระจกที่เป็นฝ้ามัว ให้ใช้ผ้าเปียกถูกับสบู่ก้อน แล้วเช็ดบนกระจก จากนั้นล้างออกแล้วเช็ดตามตามด้วยผ้าแห้ง
รอยขูดขีดบนกระจกให้ใช้ยาสีฟันถู แล้วใช้ผ้านุ่มเช็ดเบาๆ


9. ทำความสะอาดพรม เฟอร์นิเจอร์ เบาะ นวม

การดูดกลิ่นให้ใช้ผงฟูหรือแป้งข้าวโพดโรยบนพรม โดยใช้อัตราส่วน 1 ถ้วย ต่อพื้นที่ห้องขนาดกลาง ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก ถ้ากลิ่นติดแน่นให้โรยทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วจึงดูดออก
การขจัดคราบเลือด ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นเช็ดเบาๆ จนกว่าจะหมด
คราบเหนียวเหนอะหนะ ใช้ผงฟูทาทับรอยเปื้อน แล้วใช้มือถูเบาๆ ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วจึงเช็ดออก ทาซ้ำอีกถ้ารอยเปื้อนยังไม่หมด

คราบไขมัน ใช้แป้งข้าวโพดทาทับรอยเปื้อน ทิ้งไว้สัก 1 ชั่วโมง จากนั้นเช็ดออก
คราบเขม่าหรือเถ้าถ่าน ใช้เกลือทาทับบางๆ แล้วเช็ดออก
คราบปัสสาวะของเด็ก หรือสัตว์เลี้ยง เช็ดด้วยน้ำธรรมดา 1 ครั้ง จากนั้นใช้น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับสบู่เหลว 1 ช้อนชา เช็ดถูบริเวณรอยเปื้อน ทิ้งไว้ 15 นาที จึงเช็ดออก


10. การกำจัดมด แมลงสาบ ยุง มด

ใช้ฟองน้ำเปียกๆ เช็ดตามทางมด มดจะหาทางเดินไม่เจอ
โรยพริกป่น สะระแหน่แห้ง กากกาแฟ ตามบริเวณที่มดเดินหรือบีบมะนาวตามรูเข้าของมด แล้วทิ้งเปลือกมะนาวไว้ตรงนั้น ปลูกสะระแหน่ไว้รอบบ้าน มดจะไม่เข้าใกล้
ใช้ผงฟูโรยตามทางของมด ง ใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำเช็ดตามทางเดินมด แมลงสาบ
ใช้ข้าวโอ๊ตหรือแป้งข้าวโพดผสมปูนปาสเตอร์ในอัตราส่วนเท่าๆ กัน โรยบริเวณที่แมลงสาบมารบกวน เมื่อแมลงสาบกินเข้าไปปูนพลาสเตอร์จะแข็งตัวแมลงสาบจะตาย
ใช้ผงฟูผสมกับน้ำตาลทรายอย่างละเท่าๆ กัน โรยบริเวณที่แมลงสาบมารบกวน
ใช้แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ บอแร๊กซ์ 4 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันใช้โรยบริเวณที่แมลงมารบกวน ยุง
เอาตะไคร้หอมหั่นแล้วตำ คั้นเอาแต่น้ำแล้วนำไปเคี่ยวจนเป็นน้ำมันใช้ทาผิวหนังกันยุง
ใช้กาบมะพร้าวหรือเปลือกส้มตากแห้งสุมไฟ เพื่อให้เกิดควันไล่ยุง
ปลูกต้นแก้วหรือต้นราตรีไว้บริเวณปากประตู หน้าต่าง จะช่วยไล่ยุงได้

28 พ.ย. 2552

ระวังเนื้อปลาแซลมอน

จากบรรณาธิการ sarakadee.com
ผมเป็นคนชอบกินปลาครับ
ปลาในดวงใจที่ชอบก็คือปลาจะละเม็ด ปลาทู และปลาแซลมอน
จำได้ว่ากินปลาแซลมอนครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อนในต่างแดน
อาหารเย็นมื้อนั้นเพื่อน
ฝรั่งพาไปกินปลา
แซลมอนรมควัน
ผมยังนึกสงสัยอยู่ในใจว่า ปลาอะไรหนอ เนื้อสีส้มอมชมพูแสนสวย พอได้ชิมเนื้อปลา
แล้วก็เริ่มติดใจใน
รสชาติขึ้นมา
เมื่อกลับมาเมืองไทยก็ยังหาโอกาสกินปลาแซลมอนบ้าง แต่ไม่บ่อยนัก เพราะตอนนั้น
ราคาปลา
แซลมอนในเมืองไทยจัดว่าค่อนข้างแพง


นาน ๆ ครั้ง เพื่อนพาไปกินอาหารญี่ปุ่น
อันดับแรกที่ต้องสั่งคือซาชิมิปลาแซลมอนจิ้ม
วาซาบิ เพื่อนสั่งปลา
ดิบมาให้กิน
กี่จาน ๆ ก็กินหมดจนพุงกาง หากวันไหนเพื่อนพาไปร้านอาหารฝรั่ง ก็จะต้องสั่งปลา
แซลมอนรมควัน จน
กลายเป็นอาหารจานโปรดไปเสียแล้ว


เพื่อนผมเคยบอกว่า สงสัยชาติที่แล้วผมคงเกิดเป็นหมีสีน้ำตาลแถวอะแลสกา ที่ชอบ
กินปลา
แซลมอนตามลำธารเวลาที่มันอพยพขึ้นมาวางไข่


ผมชอบกินปลาแซลมอนเพราะเนื้อไร้กลิ่นคาว เวลาเคี้ยวก็รู้สึกได้ถึงความลื่นมัน
ได้รส
ธรรมชาติแสน
เอร็ดอร่อย
และต้องกินแบบไม่ปรุงแต่ง ถ้าเอาปลาไปนึ่งหรือทอด รสชาติก็สู้กินแบบดิบ ๆ
ไม่ได้


จนกระทั่ง ๔-๕ ปีให้หลัง ผมสังเกตเห็นว่ามีการนำเนื้อปลาแซลมอนเข้ามาจำหน่ายใน
บ้านเรามากขึ้น
ราคาก็ไม่แพงเหมือนในอดีต
สมัยก่อนอาจมีจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำไม่กี่แห่ง
แต่ตอนนี้ตลาดติดแอร์แทบ
ทุกแห่งจะมีเนื้อปลา
แซลมอนวางขาย เคียงคู่กับเนื้อปลากะพง ปลาเก๋า ในราคาไม่แตกต่างกัน และดู
เหมือนว่าจะถูกกว่า
เนื้อปลาจะละเม็ดเสียอีก


กล่าวคือเนื้อปลาแซลมอนที่เคยขายกันกิโลกรัมละ ๗๐๐-๘๐๐ บาท บัดนี้เหลือเพียง
กิโลกรัมละ ๓๐๐-
๔๐๐ บาท
ขณะที่เนื้อปลาจะละเม็ดขนาดใหญ่ยังคงยืนราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ ๔๐๐-๕๐๐ บาทขึ้น
ไป


เมื่อเห็นว่าปลาแซลมอนส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศทางยุโรป ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
วันไหนพอมีเวลา
ก็
แวะซูเปอร์มาร์เกตซื้อปลาแซลมอนมากินเล่น พลางดูรายการสารคดีชีวิตปลา
แซลมอนที่ต้องว่ายน้ำข้ามทะเลหลายพันไมล์


เพื่อขึ้นมาวางไข่ออกลูกหลานที่ต้นลำธาร
ดูแล้วก็นึกเอาเองว่าปลาแซลมอนที่เรากิน
คงต้องเป็นปลาที่
พลานามัยแข็งแรงแน่
แถมยังอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา-๓ ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันโรคหัวใจ
อย่างนี้จะไม่ให้หลง
ใหลแซลมอนอย่างไรไหว


จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมเหลือบไปเห็นบทความเกี่ยวกับปลาแซลมอนในวารสาร
ecologist ฉบับเดือน
ตุลาคมที่ผ่านมา ก็ตาสว่างขึ้นทันที


ปลาแซลมอนที่เรากินก็คงไม่ต่างจากกุ้งกุลาดำในฟาร์มเลี้ยง
ที่เราส่งไปขายเมืองนอก
จนติดอันดับโลก
คือถูกเลี้ยงให้เติบโตมา
ด้วยการใช้สารเคมีและอัดยาเยอะ ๆ ปลาแซลมอนที่ส่งมาขายบ้านเราส่วนใหญ่มาจาก
ฟาร์มเลี้ยงปลา
ในยุโรป ปลาแซลมอนเหล่านี้
อุดมไปด้วยเชื้อโรค เจ้าของฟาร์มจึงต้องใส่สารเคมีและยาปฏิชีวนะลงในบ่อปลา
เพื่อ
กำจัดแมลงรบ
กวนและเชื้อโรคหลายอย่าง


ปลาแซลมอนในธรรมชาติมีเนื้อเป็นสีชมพู เพราะมันกินพวกกุ้งตัวเล็ก ๆ และพืชทะเล
ปลา
แซลมอนในฟาร์มก็มีเนื้อสีชมพูน่ากินเช่นกัน
แต่เป็นเพราะมันกินอาหารปลาที่มีสารให้สีจำพวก astaxanthin และ canthaxanthin
ชนิดเข้มข้น
ซึ่งหากมนุษย์ได้รับสารเหล่านี้
มากเกินไป อาจจะมีผลต่อระบบประสาทตาของมนุษย์


นอกจากนี้ เนื้อของปลาแซลมอนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังยังอุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัว
ซึ่งมีผลต่อการอุดตัน
ของเส้นเลือด
แถมยังมีกรดไขมันโอเมกา-๓ น้อยกว่าปลาแซลมอนในธรรมชาติถึง ๓ เท่า ดังนั้น
หากบริโภค
แซลมอนจากฟาร์มเหล่านี้มากเกินไป
ก็อาจส่งผลให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดได้


ในสหรัฐอเมริกายังมีการวิจัยพบว่า
เนื้อปลาแซลมอนจากฟาร์มเลี้ยงมีสารก่อมะเร็งที่มา
จากอาหารปลา
ในระดับที่สูงกว่า
ปลาแซลมอนจากธรรมชาติถึง ๑๖ เท่า มากกว่าเนื้อวัว ๔ เท่า ไม่นับรวมว่าปลา
แซลมอนบางตัวมี
พยาธิทะเลอาศัยอยู่ด้วย


ทุกวันนี้การเลี้ยงปลาแซลมอนกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพราะมีความต้องการ
ที่สูงขึ้นทั่วโลก
เมื่อไทยส่งกุ้งกุลาดำตีตลาดยุโรป ฝรั่งก็ส่งปลาแซลมอนมาเป็นบรรณาการบ้าง ทั้ง
สองล้วนเป็นอาหาร
ยอดฮิต และอุดมไปด้วย
สารเคมีชนิดต่าง ๆ ปีใหม่นี้คงต้องบอกตัวเองให้รักปลาแซลมอนน้อย ๆ
ครั้นจะเหลียว
มามองปลา
จะละเม็ด ก็อุดมไปด้วยฟอร์มาลีน
กลับมาหาปลาทูเพื่อนยากกันดีกว่า

27 พ.ย. 2552

100 ข้อที่ทำให้ผู้หญิงหมดราคา

01. หยิ่ง
02. จองหอง
03. ผยอง
04. อวดรวย
05. ไฮโซ ในความจน
06. ปากจัด
07. โหวกเหวกตะโกนโวยวาย
08. เรื่องมาก
09. มากเรื่อง
10. “หึง” มาเนียลิซึ่ม
11. เบื่อง่าย
12. โกรธง่าย
13. หายยาก
14. อวดสวย
15. ซกมก
16. ทำตัวหรู แ ด ก ส้มตำ ไก่ย่างไม่เป็น
17. บ้าแบรนด์ ปู่กรูผลิตร๊อกซี่ ยายกรูทำหลุยส์
18. เลือกกิน
19. กระแดะ
20. ใช้เวลาในการแต่งตัว กว่า ครึ่งหนึ่งของชีวิต
21. แรดเลเซอร์ สัตว์สงวนชนิดหนึ่ง ตามแหล่งวัยรุ่น
22. โกหก
23. หลอกลวง
24. กรูเป็นคนเลว เมิงอ่ะดีเกินไป กรูชอบคนชั่ว
25. เหตุผล ข้างๆคูๆ
26. สายเดี่ยว ส้นตึก เที่ยวดึก ต อ แ ห ล
27. ชู้เยอะ
28. เจ้าแม่สับราง
29. วิชา โบ๊ะ หน้า วอก
30. สรรพนาม สุดหรู ว่า กู กับ เ มิ ง กลางห้างดัง
31. งี่เง่า
32. บ้าผู้ชาย
33. วิชา น้ำยาอุทัย ปราบมาร จนแก้มแดงเหมือนโดนตบมา
34. กูนี่แหละใหญ่
35. ผู้ชายมีเงิน เท่านั้น
36. บ้าเซ็กซ์
37. ขายตัว
38. ดูหนังในโรงภาพยนตร์ แล้ว โทรศัพท์
39. ทะเลาะ กับคนในโรงหนังเพราะ ตัวเองโทรศัพท์
40. ตบกับคนในโรง เพราะ ตัวเองโทรศัพท์
41. ถ้าผู้ชายหล่อ มี 1 แสนคน กุจะขอเบอร์ 99,999 คน
42. ถ้าเมิงขอหมดเลย กรูว่า เมิงอย่าเป็นเลยผู้หญิง
43. หน้าด้าน
44. ไร้ยางอาย
45. ตบแย่งผัว
46. ต่อย พ่อ เตะแม่
47. ด่าบุพการี
48. ยอมเสียตัว เพราะ กรูได้นั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ ผัว
49. เมื่อยามเป็น นักเรียน มัธยม กรูชอบดึงถุงเท้าขึ้นสูงๆ ( สงสัย จะไปเตะบอล )
50. หมดเงินไปกับผู้ชาย
51. หมดเงิน ไปกับ เครื่องสำอาง
52. จากข้อ 51 ถ้าสวยเพื่อ แฟน กรูจะไม่ว่า แต่ถ้าสวยเพื่อล่อผู้ชาย อีกเรื่องนึง
53. กินเหล้าแล้วเมาเหมือน ห ม า
54. กินเหล้า แล้ว อ้วกแตกใส่เพื่อน
55. มองผู้ชายทุกคนที่ผ่านหน้ากู
56. ตบกับผู้หญิงทุกคนที่ จีบผู้ชายที่กรูแอบชอบ
57. หลอกลวงผู้ชาย 10 คนได้เวลาเดียวกัน
58. ร้องเพลง อย่างคิดว่า เสียงกู ผู้ชนะการประกวด เดอะสตาร์
59. โชวว์พาวWER
60. ชอบมีเรื่อง
61. มีเรื่องทีไร ให้ ผั ว เคลียร์ อ้าว อิ เ ห รี้ ย หน้าตัวผู้
62. จะจีบกรู …มีรถหรือเปล่า
63. รถ ญี่ปุ่นหรอ กูไม่นั่ง
64. มีเงินเลี้ยงกู เดือนละ 2 หมื่นมั้ย?
65. คุยโทรศัพท์ เสียงดังเกิน 150 เดซิเบล
66. งอนจนกว่า ทศกัณฐ์ จะชนะพระราม
67. เผาแฟน ตัวเองให้เพื่อนฟัง
68. บอกเลิก ปี ละ 3 ร้อยกว่าคน
69. อายุ 15 กูก็แม่คน
70. ด่ารถทุกคัน ที่ ขับมาดีๆ แล้ว ตัวเองปาดหน้าเขา
71. แปรงฟัน 2 อาทิตย์ครั้ง
72. คลั่งดาราจนเลิกกับแฟน
73. ชาติที่แล้ว กูคือนกหงส์หยก กรี๊ส ได้วันละ 250 ครั้ง
74. บ้าหวย
75. แทงบอลหมดตรูด
76. ชอบบังคับ แฟนตัวเองให้ทำตามดาราที่ตัวเองชอบ
77. เปลี่ยนมือถือทุกเดือน ทุกรุ่นที่มีในประเทศ
78. ใส่ส้นตึก มากกว่า 5 นิ้ว
79. ” 2000 มั้ยพี่ ”
80. ต่อราคาของจนแม่ค้าอยากเอา ต รี น ลูบ หน้า
81. เลือกโรงเรียนที่จะเรียนต่อ เพราะ ชุดน.ร
82. โง่
83. จากข้อ 82 สวยไปก็เท่านั้น
84. ขี้อิจฉา
85. ขี้นินทา
86. เ สื อ ก
87. ชีวิตชาวบ้าน คือ สตอรี่ ที่ต้องผ่านหูกู
88. ขี้เมาท์
89. ขี้หงุดหงิด
90. ชอบเหยียดหยามเพศพ่อ
91. อนาคตกุจะเปงดีไซน์เนอร์ จนต้องดีไซน์ชุดนักเรียนให้ผิดระเบียบ ตั้งแต่หัวจรดเท้า
92. ลืมพ่อ ลืมแม่ ลืมบุญคุณ
93. ถ่ายนู้ด เพื่อเงิน แล้วก็บอกว่า ” เพื่อ ศิลปะ ”
94. ชีวิตคือความ เว่อร์
95. ร่าน
96. พูดไทยคำอังกฤษ คำ และก็ออกเสียงผิด
97. ด่าผู้อื่นไปทั่ว ยกเว้นตัวกรูเอง ที่ประเสิรฐศรี
98. มองผู้ชายเป็นเครื่องมือ
99. ไร้สาระ ต่อชีวิต ของตัวเองและ คนรอบข้างเป็นที่สุด
100. ผู้หญิงนั้นลืมยาก…..แต่ ผู้ชาย นั้นลืมไม่ได้หว่ะ

ถ้าคุณเป็นอาการแบบนี้เกิน 30 ข้อขึ้นไป แก้ไขด่วน เพราะจะทำให้คนใกล้ตัวเบื่อหน่าย…

71เรื่องของผู้หญิงที่ผู้ชายอยากรู้แต่ไม่กล้าถาม

1. เวลาผู้หญิงเข้าห้องน้ำ จะเปิดซิปกระโปรงหรือถลกเอา?
ตอบ : แล้วแต่สะดวก แต่ส่วนมากถลก

2. ผู้หญิงสวมกระโปรงยาวเป็นคนเรียบร้อยใช่ไหม?
ตอบ : ไม่เสมอไป อาจเป็นแฟชั่น

3. มีเสื้อผ้าเต็มตู้ จนไม่มีช่องว่างให้แมลงสาบหายใจ แต่ทำไมยังบอกว่าไม่มีอะไรจะใส่?
ตอบ : ก็หาที่ถูกใจกับอารมณ์วันนี้ยังไม่ได้ หรืออาจจะเรียกให้ดูดีหน่อย อาจจะบอกว่า เพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละวัน หรือว่าแฟชั่นช่วงนั้นๆ

4. ทำไมผู้หญิงต้องมุ่งมั่นเอากับการทำให้ผมตรงเรียบ แบบเอาเป็นเอาตายด้วย?
ตอบ : แล้วจะให้มันยุ่งทำไมละ

5. สวมร้องเท้าส้นสูงแหลมๆ ทำไมถึงทรงตัวได้?
ตอบ : เป็นพรสวรรค์ตั้งแต่ชาติก่อน

6. เจ้ามาสคาร่านะ มันจะทำให้คุณดูดีขึ้นเหรอ?
ตอบ : โคตรๆ ถ้ายาวทิ่มตาผู้ชายได้ จะแฮปสุดๆ

7. น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เป็นโศกนาฏกรรมชีวิตเลยหรือ?
ตอบ : ไม่ใช่แค่น้าหนัก แต่รวมถึงเอว ตะโพก พุง ต้นแขน ต้นขา และรอบคอ

8. ต้องการอะไร ทำไมไม่พูดตรงๆ และทำไมต้องคิดว่าผู้ชายต้องเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้าด้วย
ตอบ : อ้าว ไม่รู้นี่ว่าผู้ชายไม่ฉลาด

9. เวลาคนอุ้มท้อง นอนหงายหรือนอนตะแคง?
ตอบ : ทั้งสองอย่าง แล้วแต่ความเมื่อย

10. ทำไมต้องเติมแป้งที่ใบหน้าอยู่ตลอดเวลา
ตอบ : อยากสวย

11. เป็นโสดทำไม?
ตอบ : ที่หาได้ก็ไม่ดี ที่ดีๆ ก็หาไม่ได้

12. ผู้หญิงตายด้าน มีหรือเปล่า?
ตอบ : ผู้หญิงที่ตายด้านก็เพราะคำตอบข้อ 11 นั่นแหละ

13. ทำไมต้องมีร้องเท้าหลายสิบคู่ด้วย มันต่างกันยังไง?
ตอบ : ทำไมผู้ชายถึงชอบมีเมียที่ละหลายคน มันต่างกันยังไง

14. ทำไมฝีมือการขับรถของผู้หญิงไม่เป็นสับปะรดเอาซะเลย?
ตอบ : ก็เพิ่งรู้ตอนคุณถาม แต่ผู้หญิงก็ไม่ได้เมาแล้วขับ เอ๊อๆๆๆ

15. ทำไมผู้หญิงชอบกินผลไม้ดอง?
ตอบ : แล้วทำไมผู้ชายชอบดื่มเหล้า สูบบุหรี่

16. เวลาคุณเสยผมแปลว่าเชิญชวนใช่ไหม?
ตอบ : ไม่ว่ากันถ้าจะคิดอย่างนั้น ขนาดผู้หญิงด่าคุณ ยังหาว่า ผู้หญิงชอบ

17. กระเป๋าสะพายราคาเป็นหมื่นๆ นั้น มันวิเศษยังไง?
ตอบ : แล้วสุราราคาแพงๆ ทำไมคุณบอกว่าอร่อยกว่าราคาถูก ทั้งๆ ที่ดื่มแล้วก็เมาเหมือนกัน

18. กลัวลิปสติกเลอะเวลากินข้าว แล้วทำไมต้องทาก่อนออกไปกินข้าวด้วย?
ตอบ : คำตอบเดียวกันกับ คุณรู้ว่าเที่ยวผู้หญิง นอกใจเมีย เสี่ยงต่อการเป็นเอดส์ แล้วทำทำไม

19. ส้มตำเป็นยาอายุวัฒนะเหรอ?
ตอบ : ก็อยากผอม สวย และเอาใจผู้ชายอย่างคุณไง

20. ผู้หญิงสวมกระโปรงสั้น เพราะอยากอวดให้ผู้ชายเห็นเรียวขาหรือเปล่า?
ตอบ : ใช่ ไม่ได้แค่อวดกับผู้ชายนะกับผู้หญิง ถ้าฉันขาสวย ฉันก็อยากอวดพวกหล่อนด้วยเหมือนกัน

21. ในการปฏิบัติกิจพิเศษ ผู้หญิงสามารถรับได้สูงสุดกี่หนในคราวเดียว?
ตอบ : ผู้ชายทำได้กี่หนก็รับได้เท่านั้นแหละ ว่าแต่ทำได้หรือเปล่าเหอะ

22. เสื้อชั้นใน ตะขอหน้ากับตะขอหลัง มันต่างกันตรงไหน?
ตอบ : ตะขอหน้าสำหรับผู้ชายมือใหม่ ตะขอหลังสำหรับขั้นเทพ คุณละ ขั้นไหน

23. เวลามีรอบเดือน เจ็บปวดหรือเปล่า?
ตอบ : เจ็บปวด ไม่ทุกคนและก็ไม่ทุกครั้ง

24. คุณซักกางเกงในกันบ่อยแค่ไหน?
ตอบ : บ่อยเท่าที่จะทำได้ นุ่งซ้ำไม่ลงเหมือนคุณหรอก

25. ผู้ชายเก่งกับผู้ชายรวย อย่างไหนมีน้ำหนักกว่ากัน
ตอบ : ถ้าทั้งเก่ง ทั้งรวย น้ำหนักจะดีมากๆ

26. ทำไมคุณเดินช้อปปิ้งโดยที่ไม่เหมื่อย ไม่เหนื่อย ไม่เบื่อกันเลย
ตอบ : เวลาที่คุณดื่มสังสรรค์กับเพื่อนคุณถึงสว่าง คุณไม่อยากเลิก ไม่เหนื่อย ไม่เบื่อ ไม่กลัวเมียเวลาเข้าบ้านบ้างหรือ

27. เพชรมันสวยยังไง ทำไมใฝ่ฝันจะเป็นเจ้าของกันหนักหนา
ตอบ : ก็มันสวยกว่าก้อนหินนี่

28. คุณนอนหลับท่าไหนกันบ้าง
ตอบ : ทุกท่าที่ทำให้หลับสบาย

29. จุดยุทธศาสตร์ของผู้หญิงน่ะ จริงๆแล้วมีตรงไหนบ้าง
ตอบ : ถามแฟนคุณจะดีที่สุด

30. คุณเคยช่วยตัวเองใช่ไหม
ตอบ : คุณถามเพราะไม่รู้จริงๆ เหรอ

31. ผู้หญิงบ้างคนทำอาหารไม่เป็นเลยจริงๆ หรือว่าแกล้งทำ
ตอบ : ทำน่ะ มันทำได้ แต่จะขาดรสอร่อย

32. ทำไมผู้หญิงวิตกจริตกันเอามากๆ
ตอบ : คุณเรียกว่าวิตกจริตแต่ผู้หญิงเรียกว่า กลัว

33. ทำไมผู้หญิงถึงได้ตั้งใจและเรียนเก่งกันนัก
ตอบ : ก็เพราะผู้หญิงขับรถไม่เป็นสับปะรดไง

34. ยามเข้านอน คุณสวมชุดชั้นในกันหรือเปล่า
ตอบ : แล้วแต่คน ส่วนมาก ไม่

35. ทำไมต้องรวบผมครึ่งเดียว
ตอบ : มันจำเป็นที่จะต้องรวบหมดด้วยเหรอ

36. ตอนสวมชุดเกาะอก เปิดไหล่ใส่เสื้อชั้นในกันหรือเปล่า
ตอบ : ใส่บ้าง ไม่ใส่บ้างแล้วแต่ชุด

37. ตอนสวมชุดว่ายน้ำ คุณสวมกางเกงในด้วยหรือเปล่า
ตอบ : คำตอบเดียวกับข้อ 36

38. เคยจินตนาการแบบอีโรติกกับผู้ชายที่กำลังอยู่ตรงหน้าบ้างไหม
ตอบ : ไม่เคยเพราะแค่เจอหน้าก็อารมณ์หดหมดแล้ว แต่ถ้ากับดารา ก็ไม่แน่

39. ชุดโชว์ร่องอกน่ะ อยากให้ผู้ชายดูใช่ไหม
ตอบ : คล้ายๆกับคำตอบข้อ 20

40. ทำไม ต้องอคติกับแม่สามีด้วย (กำลังจะคิดให้มี”วันแม่ยาย”)
ตอบ : อาจจะเพราะรักผู้ชายคนเดียวกันก็ได้มั้ง

41. เอ่อ ! ..คุณชอบท่าไหนมากที่สุด
ตอบ : ทำไมคุณไม่ถามว่าเกลียดท่าไหนที่สุด จะตอบง่ายกว่า

42. คุณจะเปลี่ยนมาเป็นศาสนาเดียวกับผมได้ไหม
ตอบ : ได้ แต่คุณลองให้เหตุผลดีๆ มาซัก 3 ข้อ

43. ถ้ามาอยู่บ้านผู้ชายแล้ว ผู้หญิงเขาจะช่วยค่าใช้จ่ายในบ้านไหม
ตอบ : แล้วทำไมผู้หญิงต้องไปอยู่บ้านคุณด้วย

44. ทำไมผู้หญิงต้องเอาเป็นเอาตายกับวันครบรอบสารพัดวันด้วย
ตอบ : ที่จริงผู้หญิงทุกคนอยากจะรู้ว่าผู้ชายที่รัก จะรักและสนใจอะไร เกี่ยวกับตัวเธอบ้างไหม

45. ผู้หญิงเคยสวมกางเกงในกลับด้านกันบ้างไหม
ตอบ : เคย (โดยส่วนตัวไม่เคย)

46. กางเกงเป้าต่ำน่ะ ใส่สบายดีจริงๆหรือเปล่า
ตอบ : ก็สบายต่อสายตาผู้ชายไง

47. ทำไมต้องให้ผู้ชายเป็นฝ่ายเลี้ยงทุกครั้งที่ออกเดท
ตอบ : ไม่ได้ตั้งใจ

48. คุณเคยดูหนังโป๊กันใช่ไหม
ตอบ : ใช่ ชอบด้วย

49. ระหว่างเครื่องสำอางกับอาหาร คุณให้อะไรเป็นที่หนึ่ง
ตอบ : เครื่องสำอาง

50. เคยแอบมองเป้าผู้ชายกันบ้างหรือเปล่า
ตอบ : ไม่มองแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าคุณไม่ได้รูดซิป

51. ทำไมต้องหวง เวลาที่คุณผู้ชายไปสังสรรค์กับเพื่อนผู้ชายด้วยกัน
ตอบ : ก็เพราะว่าไม่ได้ไปด้วยไง จริงๆ แล้วอยากไปด้วย

52. ทำไมชอบคิดจับผิดว่าคนนั้นคนนี้เป็นเกย์
ตอบ : เพราะพวกเขาชอบเรียกพวกเราว่า ชะนี

53. คุณแอบชอบเพื่อนของแฟนบ้างไหม
ตอบ : จะชอบเข้าไปได้ยังไง อ้วนดำและขนาดนั้น

54. ทำไมเป็นนักสำรวจมือทองกันจัง ซ่อนอะไรไว้ตรงไหนหาเจอหมด
ตอบ : พรสวรรค์อีกนั่นแหละ

55. ผ่าท้องคลอด หมอผ่าตรงไหน
ตอบ : ใต้สะดือ

56. สวมถุงน่องข้างนอกหรือข้างในกางเกงใน
ตอบ : ข้างนอก (ไม่ใช่ซูเปอร์แมนนะ)

57. ครีมทาหน้าขาวน่ะ ขาวจริงๆ หรือเปล่า
ตอบ : ถามพอนด์ส ดูสิคะ

58. ผู้หญิงอายุมากๆ ยังมีความรู้สึกทางเพศไหม
ตอบ : ถามญาติผู้ใหญ่คุณดูดีกว่าไหม

59. ทำไมชอบทำสีผมกันจัง ทำไมคิดว่าจะทำให้ดูดีขึ้น
ตอบ : คุณคิดว่าผมสีขาวกับสีดำ สีไหนดูดีกว่ากัน

60. ทำไมต้องหึงหวงอย่างไม่มีเหตุผล
ตอบ : คุณรู้ได้ไงว่าไม่มีเหตุผล เหตุผลมีเป็นพันๆ ข้อ แต่คุณไม่ยอมรับรู้ต่างหาก

61. ทำไมต้องให้โทรหาทุกวัน
ตอบ : จะได้รู้ไงว่าคุณมีชีวิตอยู่หรือเปล่า

62. การไม่ปฏิเสธ คือการยอมรับหรือเปล่า
ตอบ : ใช่

63. การที่คุณโทรหาผม แสดงว่าคุณชอบผมเข้าแล้วใช่ไหม
ตอบ : เปล่า ฉันชอบเพื่อนคุณต่างหาก

64. คุณแอบชอบแฟนของเพื่อนหรือเปล่า
ตอบ : จะแอบชอบได้ยังไงมีแต่ผู้หญิง

65. การที่คุณเงียบ แปลว่าคุณยอมใช่ไหม
ตอบ : ยอม อาย ลังเล … แล้วแต่ขณะนั้นแต่อยู่ใน 3แบบนี้

66. คุณภูมิใจมากใช่ไหมที่มีรายได้สูงกว่าผู้ชาย
ตอบ : ทำไมไม่คิดให้มีมากกว่าผู้หญิงละ

67. ผู้หญิงแกร่ง ลึกๆ แล้วก็ต้องการผู้ชายใช่หรือเปล่า
ตอบ : ต้องการให้ได้ดั่งใจ

68. คุณร้องไห้เพื่อเรียกร้องความสนใจหรือเปล่า?
ตอบ : ร้องไห้เพราะเสียใจ ทุกข์ใจ ที่ทำไมผู้ชายดีๆ หายากจัง

69. ทำไมต้องถอนขนคิ้วด้วย
ตอบ : จุดประสงค์เดียวกับการโกนหนวดของผู้ชายนั่นแหละ

70. ทำไมไม่เคยเข้าใจผู้ชายเลย
ตอบ : แล้วคุณน่ะเคยเข้าใจผู้หญิงบ้างหรือเปล่า

71.เวลาเลือกเสื้อผ้า ไมผู้หญิงต้องจับเสื้อผ้าทุกตัวที่อยู่บนราวแขวน
ตอบ : ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็อยากได้ทุกตัวที่อยู่ในร้านนั่นแหละ

พักเบรคค่ะ !! โอ๊ะ หวอ ออกอ่ะเจ้

บันจี้สยอง!i!

มะเร็งตับ


* มะเร็งตับ*

*มะเร็งตับ* คือ เนื้องอกที่เจริญเติบโตโดยไร้การควบคุม เนื้องอกแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ที่เป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง และที่เป็นเนื้องอกธรรมดาที่ไม่ได้เป็นเนื้อร้าย

มะเร็งตับที่เกิดขึ้นในตับเอง หรือที่เรียกว่ามะเร็งตับปฐมภูมิ (Primary Liver Cancer) นั้น แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือมะเร็งเซลล์ตับ (Hepato-cellular Carcinoma) และมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangio Carcinoma)

สำหรับมะเร็งทุติยภูมิ คือมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น เช่น ปอด ตับ ลำไส้ ไม่ถือว่าเป็นมะเร็งตับ

ในประเทศไทยเรานั้น 95% เป็นมะเร็งเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma เรียกย่อว่า HCC) และพบได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย แต่พบมากที่สุดในภาคกลาง

เนื่องจากตับของคนเรามีขนาดใหญ่ คือเป็นอวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และมีกำลังสำรองมาก ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับในระยะแรกจึงมักไม่มีอาการอะไร เพราะตับยังคงทำงานได้เกือบปรกติ เมื่อมีอาการที่ชัดเจนมากขึ้นก้อนมะเร็งก็มีขนาดที่ใหญ่มากแล้ว ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุว่าผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับมักมีอัตราการอยู่รอดเพียงไม่ก­ี่เดือน เพราะเมื่อพบก็สายเกินไปแล้ว เมื่อมะเร็งได้ลุกลามและมีขนาดใหญ่มากแล้ว
มะเร็งตับมีสาเหตุมาจากอะไร

ส่วนใหญ่ของการเกิดมะเร็งตับมีสาเหตุมาจากไวรัสตับอักเสบบีและซีจากข้อมูลสถิติ­ของหลายสถาบันได้ผลใกล้เคียงกันว่า 80% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นมะเร็งตับ โดยมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปรกติถึง 223 เท่า (ข้อมูลจากหนังสือความรู้เรื่องโรคตับสำหรับประชาชน) ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ ประมาณ 90% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับจะมีตับแข็งร่วมด้วย นั่นก็หมายความว่า ถ้าท่านป่วยเป็นพาหะตับอักเสบบี และมีตับแข็งแล้ว ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับจะสูงมาก ๆ ทีเดียว

มะเร็งตับยังมีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมีข้อมูลทางวิชาการที่ยืนย­ันได้ว่า ผู้ที่ดื่มสุราแอลกอฮอล์เป็นประจำมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับสูงกว่าผู้ที่ไม่ดื­่มแอลกอฮอล์

สารอะฟลาท๊อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งพบปนเปื้อนอยู่ในถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ก็เป็นสารก่อมะเร็ง ที่เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ จากการศึกษาพบว่าอะฟลาท๊อกซินมีความสัมพันธ์กับไวรัสตับอักเสบบี โดยเชื่อว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็นตัวทำให้เกิดมะเร็งตับ และอะฟลาท๊อกซินเป็นตัวเสริม เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี จึงควรที่จะหลีกเลี่ยง ถั่วลิสง โดยเฉพาะถั่วลิสงป่นที่ค้างนาน ๆ ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว และเต้าหู้ยี้

จะทราบได้อย่างไรว่ากำลังเป็นมะเร็งตับ

สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นมะเร็งตับมีอัตราการอยู่รอดต่ำก็คือมะเร็­งตับในระยะแรกซึ่งจะสามารถรักษาให้หายขาดได้นั้นมักไม่แสดงอาการที่ชัดเจนออกมา โดยผู้ป่วยจะมีอาการคลุมเคลือ เช่น เสียดท้องด้านขวา มีอาการจุกแน่นในบางครั้ง แต่โดยส่วนใหญ่แทบไม่มีอาการอะไรเลย ทั้งนี้ก็เพราะตับเป็นอวัยวะที่มีกำลังสำรองมาก คนเราสามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานของตับประมาณ 30% ดังนั้นเมื่อมีอาการที่ชัดเจนมะเร็งก็อยู่ในระยะลุกลามหรือมีขนาดใหญ่และไม่สาม­ารถจะรักษาได้แล้ว

อาการของผู้ป่วยมะเร็งตับที่ชัดเจนก็คือ รู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกเสียด แน่นท้อง น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว และอาการที่เด่นชัดก็คือปวดชายโครงด้านขวา โดยอาจร้าวไปที่ไหล่ด้านขวาหรือลำตัวซีกขวาและอาจคลำพบก้อนที่ชายโครง

การตรวจหามะเร็งตับทำได้อย่างไร

เนื่องจากมะเร็งตับเปรียบเหมือนมฤตยูเงียบ การเฝ้าระวังจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต­่อการที่จะเป็นมะเร็งตับ คือ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไปและมีอาการตับแข็งร่วมด้วยควรจะต้องตรวจร่างกายอย่างน้อยทุก 6 เดือน เพราะจากสถิติ 80% ของผู้ที่เป็นมะเร็งตับเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี และ 90% ของผู้ป่วยมะเร็งตับมีอาการตับแข็งร่วมด้วย

การตรวจหามะเร็งตับในปัจจุบันจะมีการตรวจหาระดับของ สารอัลฟาฟิโตโปรตีน (Alfafeto-protein) ซึ่งเป็นสารที่มักพบในผู้ป่วยมะเร็งตับ แต่การตรวจหาค่าอัลฟาฟิโตโปรตีนอย่างเดียวนี้ไม่เพียงพอเพราะประมาณ 30% ของผู้ป่วยมะเร็งตับพบว่ามีค่าอัลฟาฟิโตโปรตีนปกติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การตรวจหาค่าอัลฟาฟิโตโปรตีนเพียงอย่างเดียวมีโอกาสผิดพลาดได้ถึง 30% การตรวจจึงควรจะร่วมกับการทำอัลตราซาวนด์ เพื่อตรวจหาก้อนมะเร็งที่มีขนาดเล็ก ๆ ได้ ถ้าจะให้ละเอียดมากกว่านี้ก็คือการตรวจโดยใช้เครื่องเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ที่เ­รียกว่า C T Scan ซึ่งจะสามารถเห็นมะเร็งที่มีขนาดเล็กกว่า 1 ซ.ม.ได้

มีวิธีรักษามะเร็งตับอย่างไรบ้าง

มะเร็งตับดูเป็นโรคที่มีความน่ากลัวเพราะผู้ป่วยมักเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งนี้ส่วนใหญ่ก็เพราะเมื่อตรวจพบมะเร็งก็มีขนาดใหญ่มากแล้ว อย่างไรก็ตามหากตรวจพบในระยะแรก ๆ ก็มีวิธีที่จะรักษาให้หายขาดได้ เช่น

1. การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกโดยมีเงื่อนไขว่าก้อนมะเร็งนั้นมีขนาดไม่เกิน 2 ซ.ม. เป็นมะเร็งก้อนเดียว มีเปลือกห่อหุ้ม และอยู่ภายในตับกลีบเดียว วิธีการนี้ถือว่าเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

2. Transcatheter Oily Chemo-embolization หรือ TOCE ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกได้ เนื่องจากมีขนาดใหญ่เกินไป วิธีรักษาแบบ TOCE นี้มักจะกระทำโดยรังสีแพทย์ โดยการสอดสายขนาดเล็กเข้าไปทางเส้นเลือดแดงตับ เพื่อเข้าไปถึงก้อนมะเร็งโดยตรงเพื่อใส่ยาเคมีเข้าไปที่ก้อนมะเร็ง พร้อมทั้งอุดเส้นเลือดหลักที่เข้าไปเลี้ยงก้อนมะเร็งด้วยในเวลาเดียวกัน วิธีการรักษาแบบนี้ก็ได้ผลอยู่บ้างแต่ไม่สามารถจะรักษาให้หายขาดได้ โดยส่วนใหญ่มะเร็งจะกลับโตขึ้นมาได้อีก หรืออาจแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นได้ เช่น ปอดหรือกระดูก ในทางการแพทย์การรักษาโดยวิธีนี้จึงเป็นการรักษาเพื่อยืดเวลา ในบางกรณีเมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงและไม่กระจายไปที่อื่นอาจจะผ่าตัดเอาก้อน­มะเร็งออกเลยก็ได้

3. การใช้คลื่นเสียง (Radiofrequency Ablation)การฉีดแอลกอฮอล์โดยตรงที่ก้อนมะเร็ง วิธีการรักษาเหล่านี้ล้วนเป็นการรักษาแบบปะทังทั้งสิ้น

4. การเปลี่ยนตับ ปัจจุบันแพทย์ไทยก็สามารถปลูกถ่ายตับได้ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งมักมีข้อจำกัดมากมายและไม่ใช่เป็นทางเลือกในการรักษา

การป้องกัน

1. ไม่รับประทานอาหารที่มีเชื้อรา ระมัดระวังอาหารที่ตากแห้ง รวมทั้งอาหารที่เตรียมแล้ว เก็บค้างคืน เพราะอาจมีเชื้อราปะปนอยู่

2. ไม่รับประทานอาหารซ้ำๆหรืออาหารที่ใส่ยากันบูด

3. ไม่รับประทานอาหารสุกๆดิบๆ เช่น ปลาดิบ ก้อยปลา เพราะอาจจะทำให้เป็น โรคพยาธิใบไม้ตับหรืออาหารที่หมัก เช่น ปลาร้า ปลาเจ่า แหนม ฯลฯ เพราะมีสาร ไนโตรซามีน ซึ่งทำให้เป็นโรคมะเร็งตับได้

4. ควรรับประทานอาหารที่สะอาด และปรุงสุกใหม่ๆ

5. ถ้ามีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์

รับลมหนาวกับ 30สถานที่เที่ยว สุดฮิต


24 พ.ย. 2552

ยามหัศจรรย์สำหรับคุณ

1. ปวดหัว กินปลามากๆ ทั้งปลาทะเล ปลาน้ำจืด น้ำมันจากปลามีสรรพคุณป้องกันการปวดหัว กินพร้อม ๆ กับขิง จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวลง

2. แพ้ละออง เป็นแพ้ทั้งฝุ่นและเกสรดอกไม้ ให้กินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว

3. โรคหัวใจ ดื่มชาเขียว เป็นประจำ สารในชาเขียวช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปจับตัวตามผนังหลอดเลือด

4. โรคนอนไม่หลับ ดื่มน้ำผึ้ง เป็นประจำ สารในน้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาททำให้นอนหลับฝันดี

5. โรคหืดหอบ กินหอม ต้นหอม หรือ หัวหอม ก็ได้มีตัวยาทำให้หลอดลมปลอดโปร่ง

6. โรคไขข้ออักเสบ กินปลาเท่านั้น แก้ไขเป็นปกติได้ ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า (ปลาโอ) ปลาแมคเคอเรล ปลาซาดีนส์ ( ปลากระป๋อง ) น้ำมันปลาทำให้โรคไขข้ออักเสบบรรเทาลง

7. ท้องผูก ท้องอืด ให้กินกล้วย หรือ ขิง กล้วยทำให้ไม่ท้องผูก และขิงทำให้อาการคลื่นไส้ในตอนเช้าหายไป

8. ติดเชื้อในถุงกระเพาะปัสสาวะ ให้ กินน้ำคั้นจากลูกแคนเบอรี (ไม้เมืองหนาว) กรดเข้มข้นในลูกไม้ฆ่าแบคทีเรียได้

9.. โรคหงุดหงิด ฟุ้งซ่านโดยเฉพาะเกิดในผู้หญิงสูงอายุด้วย ให้กินข้าวโพดช่วยบรรเทาอาการเครียด วิตกกังวล และความคิดสับสนได้

10. โรคกระดูกพรุน ทั้งกระดูกเปราะและแตกง่าย แก้ไขได้โดยให้กินสับปะรด ซึ่งมีสารแมงกานีสอยู่มาก ช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้

11. ความจำเสื่อม แก้ไขโดย กินหอยนางรม หอยแครงหรือหอยอื่น ๆ ซึ่งในเนื่อหอยมีสารสังกะสีช่วยบำรุงสมองได้ดี

12. เป็นหวัด กินกระเทียม ทำให้จมูกโปร่ง สมองโล่ง กระเทียมช่วยลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย

13. ไอ จาม กินพริกแดง สารที่นำมาทำยาแก้ไอนั้นสกัดมาจากพริกแดง

14. มะเร็งเต้านม กินข้าวสาลี รำข้าว และกะหล่ำปลีจะช่วยป้องกันได้ดี โดยเฉพาะรำข้าวกะหล่ำปลี ช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนได้ในปริมาณที่เหมาะสม ข้อสำคัญอย่ากินไก่มาก เพราะใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในการเร่งการเจริญเติบโต

15. มะเร็งปอด กินส้ม และ ผักใบเขียว มีวิตามินเอ อยู่มากจะช่วยป้องกันการก่อพิษของสารเบต้าแคโรทีน

16 แผลในกระเพาะอาหาร กินกะหล่ำปลี ซึ่งมีสารเคมีช่วยทำให้แผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กหายขาดได้

17. โรคท้องร่วง กินแอปเปิ้ลสดทั้งเปลือก ช่วยให้อาการปั่นป่วนในท้องเมื่อเชื้อโรคบิดเล่นงานทุเลาลง

18. เส้นเลือดตีบ กินผลอโวคาโด แก้ได้เพราะไขมันดี “โมโรอันแซตเทอเรต“ ที่มีอยู่ในผลไม้ชนิดนี้ทำลายไขมันเลว “ คลอเลสเตอรอล “ ได้

19. ความดันโลหิตสูง กินผลโอลีฟ และผักขึ้นฉ่ายพืชทั้งสองชนิดนี้มีสารเคมี ทำให้ระดับความดันเลือดลดลง

20. น้ำตาลในเลือดไม่สมดุล กินผักบร็อกโรลี่ และถั่วลิสง ซึ่งมีอินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสมดุลได้

พืชผักที่กินเป็นอาหารประจำวันนั้นนอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังมีสรรพคุณช่วยสร้างความสมดุลภายในร่างกายช่วยป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บชนิดต่างๆ ได้ถ้าได้เรียนรู้ที่จะรู้จักเลือกกินให้เหมาะกับตนเอง คุณประโยชน์ของพืชสมุนไพร

โดยเฉพาะพืชสมุนไพรไทยนั้นนับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่นอันควรปกป้องหวงแหนและอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานไทยขอให้ช่วยกันป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนต่างชาติที่จ้องฉกฉวยผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของ เราไปเป็นของตนทุกวิถีทาง ดังนั้นอนุชนรุ่นหลังจึงควรที่จะได้นำมาศึกษา ค้นคว้า และคิดค้นตามแนวทางที่บรรพบุรุษของเราท่านได้วางพื้นฐานไว้ให้เพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในด้านโภชนาการของคนไทยต่อไป.

เทคนิคการเติมน้ำมัน...ดีมากๆ

TIPS ON PUMPING GAS
น้ำมันแพง ต้องฉลาดเติม (ภาคพิสดาร)

ไม่ทราบว่าเหล่าผู้ชายเช่นคุณควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าน้ำมันกันยังไง แต่ที่ California ผู้ใช้รถก็จ่ายไม่เบา จนมีผู้รู้สอนเคล็ดลับการเติมน้ำมัน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้รถจ่ายเงินอย่างคุ้มค่า ผู้รู้ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการน้ำมันกว่า 31 ปี เล่าว่า เขาทำงานที่คลังน้ำมันแห่งหนึ่งใน San Jose , CA ซึ่งมีคลังเก็บ 34 คลัง ขนาดบรรจุรวม 16,800,000 แกลลอน ณ ที่นั่นแต่ละวันจะจ่ายน้ำมัน ประมาณ 4 ล้านแกลลอน ตลอด 24 ชม. โดยวันหนึ่งจ่ายน้ำมันดีเซล อีกวันหนึ่งจ่ายน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันรถยนต์เกรดต่างๆ สลับกัน เขาบอกว่า

1. จงเติมน้ำมันตอนเช้าขณะที่อุณหภูมิบนพื้นดินยังเย็นอยู่ อย่าลืมว่าปั๊มน้ำมันทุกแห่งมีถังน้ำมันฝั่งอยู่ใต้ดิน เมื่อพื้นดินยิ่งเย็น น้ำมันยิ่งควบแน่น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น น้ำมันก็จะขยายตัวตาม ดังนั้น หากเติมน้ำมันช่วงบ่ายหรือเย็น คุณจ่ายค่าน้ำมัน 1 แกลลอน แต่ได้มาไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ธุรกิจค้าน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นน้ามันเบนซิน ดีเซล น้ำมันสำหรับเครื่องบิน เอทานอล หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่นๆ อุณหภูมิและความถ่วงจำเพาะ มีบทบาทสำคัญ อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศา หมายถึงเงินมหาศาลในธุรกิจนี้ แต่ปั๊มน้ำมันไม่มีการชดเชยอุณหภูมิให้ลูกค้า

2.ขณะเติมน้ำมัน อย่าให้เด็กปั๊มตั้งหัวฉีดอยู่ในตำแหน่งไหลเร็ว (ในอเมริกาเจ้าของรถต้องลงมือเติมเอง) หากคุณสังเกต จะเห็นว่ากลไกเหนี่ยวมี 3 ระดับ คือ low, middle, และ high เมื่อตั้งในระดับไหลช้า จะเกิดไอระเหยของน้ำมันน้อยที่สุด หากตั้งในระดับไหลเร็ว น้ำมันบางส่วนจะกลายเป็นไอระเหย และถูกสูบย้อนกลับไปยังถังใต้ดิน นั่นหมายถึงคุณจ่ายเงินมากกว่าที่ควร

3.เคล็ดลับอีกอย่างคือ ควรเติมน้ำมันเมื่อน้ำมันในรถเหลือครึ่งถัง (แหล่งข้อมูลบางแห่งแนะนำว่า เติมน้ำมันแค่ครึ่งถังก็พอ จะได้ลดน้ำหนักบรรทุกและประหยัดน้ำมัน ทั้งนี้และทั้งนั้น ขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณตัดสินเอาเองก็แล้วกัน―หมายเหตุผู้แปล) เหตุผลคือ น้ำมันบรรจุในถังยิ่งมาก เนื้อที่ว่างสำหรับไอระเหยก็ยิ่งน้อย เพราะน้ำมันระเหยเป็นไอเร็วกว่าที่คุณคาดคิด ในคลังเก็บน้ำมันจะมีอุปกรณ์ภายในถัง ทำหน้าที่เป็นเพดาน ลอยขึ้นลงตามระดับน้ำมัน ทำให้ไม่มีช่องว่างระหว่างน้ำมันกับอากาศ ลดไอระเหยของน้ำมันให้น้อยที่สุด รถขนส่งน้ำมันเมื่อมาบรรทุกน้ำมัน จึงเติมได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ผิดกับที่ปั๊มน้ำมันซึ่งไม่มีการชดเชยอุณหภูมิ

4. ข้อเตือนใจอีกข้อหนึ่ง ขณะที่คุณขับรถเข้าปั๊มถ้าเห็นรถบรรทุกกำลังถ่ายน้ำมันเข้าสู่ถังเก็บใต้ดิน จงอย่ารีบร้อนเติมน้ำมันช่วงเวลานั้น เพราะตอน "ลงของ" สิ่งแปลกปลอม ซึ่งปรกติจะตกตะกอนอยู่ใต้ถัง ถูกปั่นป่วนจนลอยตัว

หากคุณเติมน้ำมันช่วงเวลานั้น อาจมีโอกาสดูดเอาสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่รถคุณได้ โปรดแบ่งปันเคล็ดลับเหล่านี้ให้ทั่วถึงเพื่อทำให้เกิดอิทธิพลขึ้น เราจำต้องส่งข้อมูลเหล่านี้ให้เข้าถึงผู้ใช้น้ำมันจำนวนนับล้าน ซึ่งก็ไม่ยาก ผู้เป็นต้นคิดส่งให้เพื่อนฝูง 30 ราย หากแต่ละรายส่งต่ออีก 10 คน (30 x 10 = 300)...300 คนส่งต่ออีก 10 คน (300 x 10 = 3,000) ..ทำเช่นนี้เป็นลูกโซ่ต่อเนื่อง พอถึงลูกโซ่ข้อที่ 6 ข้อมูลก็จะถึงมือผู้ใช้น้ำมัน 3 ล้านคน หาก 3 ล้านคนนั้นตื่นตัวพร้อมกัน ต่างส่งต่ออีก 10 คน ก็จะมี 30 ล้านคนรับรู้ข้อมูลนี้ จากจุดนี้ก้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ลองทายดูว่าจะเป็นเท่าไร 300 ล้านแน่ะ ฉะนั้น โปรดเริ่มลงมือส่งให้ญาติมิตร 10 คน คงเสียเวลาไม่มากใช่ไหม?

เรื่องเล่าขนหัวลุก!!

นี่ คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับชายคนหนึ่ง ณ ชั้นที่ 40 ของตึก 99 ชั้น คืนวันศุกร์นั้นเขาทำโอทีและกลับบ้านตามลำพังตอน 5 ทุ่ม ไม่มีใครอยู่บนตึก มันทั้งมืดทั้งเงียบ เขารอลิฟต์ แล้วกดปุ่ม “ลง” ประตูเปิดออกและไม่มีใครอยู่ในลิฟต์ เขาก้าวเท้าเข้าไปด้านในและกดชั้น g แต่ลิฟต์ดันวิ่งขึ้นข้างบน

เขาพยายามกดปุ่ม “ลง” อีก 3 ครั้ง แต่ลิฟต์ยังคงวิ่งขึ้นไปข้างบน และไปหยุดที่ชั้น 59 ประตูลิฟต์เปิดออก มีผู้หญิงท่าทางลึกลับ หน้าตาสวย ผมยาวสลวยสีดำขลับ เธอสวมชุดปล่อยชายสีขาว ยิ้มให้เขาและเดินเข้าลิฟต์มา ชายหนุ่มแปลกใจมากว่าเธอเป็นใคร ทำไมยังไม่กลับบ้านทั้ง ๆ ที่มันจะเที่ยงคืนอยู่แล้ว และมันก็ไม่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงที่จะเดินทางคนเดียว ในเวลาดึกดื่นเช่นนี้ เขาอยากจะถามเธอแต่ไม่กล้าจึงได้แต่ยืนอยู่เงียบ ๆ

ท่ามกลางความ เงียบ ลิฟต์ก็ลงไปชั้นล่างอย่างช้า ๆ 48..47..46..45..มาเรื่อย ๆ จนถึงชั้นที่ 13 ลิฟต์ก็หยุด ลิฟต์ค้างในความมืด เขารีบกดปุ่ม “ฉุกเฉิน” และรอ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทันใดนั้นเขาก็ได้กลิ่นเหม็นรุนแรงขึ้นมาคล้าย ๆ กลิ่นเน่า เขาเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี หัวใจเต้นเร็วและแรง รู้สึกหนาวยะเยือกไปทั้งตัว และเริ่มหายใจไม่ออก เขาจึงเริ่มสวดมนต์และพยายามสูดอากาศหายใจอย่างยากลำ บาก

ทันใดนั้นแสงไฟก็สว่างขึ้น หญิงสาวที่อยู่ด้านหลังเขาเริ่มหัวเราะแปลก ๆ และพูดว่า

“ขอโทษนะคะที่ฉันตด คุณคงไม่ถือสานะคะ”

ขำขำ 10 คำถาม สมัครงาน

เรื่องขำขัน Joke 10 คำถาม สมัครงาน คลายเครียด วันนี้ขอเสนอตอน... 10 คำถาม สมัครงาน หากเพื่อนๆ คนไหนกำลังเครียดในการ หางาน อารมณ์เสียเรื่อง งาน หรือเศร้าๆ กับการ สมัครงาน เรามาคลายเครียดโดยการอ่าน บทความ งาน ขำขำ เกร็ดความรู้ หางาน เรื่องขำขัน Joke 10 คำถาม สมัครงาน คลายเครียด ดีกว่า 555

1.ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่

Q : อ่อ สาวๆ เยอะดีครับ เมื่อตะกี้ก่อนขึ้นมาสัมภาษณ์เจออยู่ 2 คน สวยสุดยอด และอีกคนหนึ่งเมื่อกี้เป็นเลขาส่วนตัวพี่หรือปล่าวครับที่นั่งอยู่หน้าห้อง สวยใช้ได้เลย ฝากบอกด้วยนะครับว่า สวยสวยแบบนี้อย่ามาเดินแถวบ้านเชียวจะ......................ยิ้ม......................ให้

2.ทำไมคุณถึงออกจากงานที่เคยทำอยู่

Q : ผมแค่แอบหลับกลางวัน เพื่อตื่นมาทำงานบ่ายๆ งานจะได้ไหลลื่น ผมเป็นคนเห็นคุณค่าของการทำงานแต่ไม่ค่อยมีใครเข้าใจ

3.ลองเล่าประวัติของคุณแบบย่อ ๆ

Q : ผมเกิดจากท้องแม่ เรียนไปวันวัน มีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ไม่โลภ ไม่อยากได้อะไรมากมาย แต่ที่อยากได้ในตอนนี้คือได้ทำงานที่บริษัทของพี่นี่ล่ะครับ

4.คุณคิดจะทำอะไรให้กับบริษัทมากที่สุด

Q : เออ อย่างแรกก็จีบเลขาหน้าห้องให้ติด แล้วต่อด้วยเลขาท่านประธานตามด้วยลูกสาวกรรมการบริษัท และผมจะค่อยๆไต่เต้าขึ้นไปนั่งเก้าอี้ผู้บริหาร เป็นเส้นทางที่ท้าทายใช่ไหมครับ

5.จะมีปัญหาอะไรไหมหากต้องทำงานล่วงเวลา

Q : ไม่มีปัญหาครับ เพราะถ้าทำแล้วได้เงินก็มีเรี่ยวมีแรงเกินมนุษย์ทั่วไป

6.คุณมีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง

Q : เอาข้อดีก่อนแล้วกันผมขยันทำงาน ทำงานอย่างไม่รู้จากเหน็ดเหนื่อย เข้ากับคนอื่นได้ดี ส่วนข้อเสียผมไม่ชอบให้ใครมาสั่งให้ทำโน้นทำนี่ เมื่อมีอารมณ์อยากทำงานก็จะทำไม่ยอมให้ใครมาชี้นิ้วสั่ง ชอบดื่มเหล้าเพราะเหล้าทำให้ผมเข้ากับเพื่อนฝูงได้ดีที่สุด ( 555)

7.ความใฝ่ฝันและโครงการในอนาคต

Q : เหมือนข้อ 4 แต่เมื่อผมเป็นผู้บริหารแล้วผมจะซื้อหุ้นชิน คืนมาแล้วจะไปซื้อฟุตบอลสโมสรแมนซิตตี้ด้วย

8. คุณมีงานอดิเรกอะไรไหม

Q : ชอบนินทาหัวหน้า นอน กิน เล่นเกมส์ เดินห้าง

9. คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่

Q : ขอสัก 20,000 บาทแล้วกัน ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี น้ำมันแพง กับข้าวขึ้นราคา มิกเซอร์ เบียร์ เหล้า น้ำแข็ง ขยับราคา ต้องเข้าใจผมนะครับ เอิ๊กกกก

10. คุณมีข้อสงสัยอะไรอีกไหม

Q : จะรับผมไหมครับเนี่ยะ ไม่รับก็บอกกันเลยไม่ต้องมา "พูดไม่ค่อยเก่ง (AB nomal)" เดี๋ยวก็ "ตอบติดเน็ท (จิ้งหรีดขาว วงศ์เทวัญ)"